22 ม.ค. 2569 | 14:36 น.

KEY
POINTS
ปีคริสตศักราช 2007 ในยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟู ยุคที่คำว่า ‘content creator’ ยังไม่ถูกใช้แพร่หลาย ‘YouTube’ ยังไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ซับซ้อนและได้รับความนิยมเท่าทุกวันนี้ และคำว่า ‘AI’ ยังไม่เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ตัวตนบนโลกออนไลน์ คลิปของเด็กหนุ่มผิวขาว เสื้อยืดสีฟ้าอ่อน เล่นคีย์บอร์ดพร้อมกับน้ำเสียงหยอกล้อ อารมณ์ขันเฉียบคม อัดเพลงในห้องนอนที่บ้าน ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งเขาจะไปยืนบนเวทีต่อหน้าสปอตไลท์และผู้คนมากมาย
แล้วมันก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อ ‘ความบังเอิญ’ ผสมกับ ‘ความสามารถ’ อนาคตอันสวยงามค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้าเด็กคนนี้ราวกับภาพฝัน ‘โบ เบิร์นแฮม’ จึงกลายมาเป็น ‘ศิลปินร่วมสมัย’ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง
ทว่าความสำเร็จไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขยายชื่อเสียง หากยังขยายพื้นที่ให้ ‘ความเปราะบาง’ ภายในถูกมองเห็น เมื่อเขาออกมายอมรับว่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะวิตกกังวล (Anxiety และอาการแพนิค (Panic Attack)
บทความนี้ชวนทุกคนมาสำรวจว่า เหตุใดชีวิตของชายหนุ่มที่กำลังรุ่งโรจน์จึงต้องเผชิญภาวะที่ท้าทายต่อหน้าที่การงาน และผลพวงจากการที่โลกมอบบทบาท ‘คนตลก’ ให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนั้น ส่งผลอย่างไร
โบ เบิร์นแฮม เติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง ย่านชานเมืองรัฐแมสซาชูเซตส์ พ่อเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง แม่เป็นพยาบาล เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ดีครอบครัวหนึ่ง
จุดพลิกของเขาคือการดังเปรี้ยงเป็นพลุแตกตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เขาทำงาน สร้างสรรค์ อยู่กับการกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง ความโดดเด่นของโบในช่วงแรก ไม่ได้อยู่แค่ความตลก แต่อยู่ที่ ‘การรู้เท่าทัน’ โลก เขาแซะศาสนา การเมือง วัฒนธรรมป๊อป และตัวตนบนโลกออนไลน์ด้วยภาษาคมคาย มีชั้นเชิง รวมถึงยังมีความสามารถด้านดนตรีและการแสดง เขาจึงแต่งเพลงเอง และมีคาริสม่าโดดเด่นจนนักวิจารณ์ด้านศิลปะหลายคนสนใจ โดยเฉพาะในแง่ที่มุกของเขาบังคับให้คนดูคิดตาม และนั่นทำให้เขาแตกต่างจากคอมเมเดียนทั่วไป
ยกตัวอย่างจากเพลง Art is dead ที่ได้รับคำชื่นชมและได้เล่นสดในรายการ The Green Room With Paul Provenza ต่อหน้านักแสดงตลกมากมาย ซึ่งหากถอยออกมามองในมุมคนดูวงนอกแล้ว เราจะเห็นเด็กคนหนึ่งกำลัง ‘แสดง’ ต่อหน้าผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส รวมถึงคนดังในวงการ
โบอธิบายถึงเพลงนี้ไว้ว่า “งานนี้แตกต่างเล็กน้อย ผมหวังว่าทุกคนจะชอบนะ เพลงนี้เป็นการสารภาพ คำขอโทษ ความจริงใจ ไม่มีการหลงตัวเองแต่อย่างใด” (This is something different. I hope you guys like it. This song is a confession and an apology. honest, not sarcastic.)
ในเพลง Art is dead เป็นเพลงว่าด้วยการตีความคำว่า ‘ศิลปิน’ ในแบบของโบ ซึ่งชวนให้ขบคิดว่า “งานศิลปะที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายทางกำไรจำนวนมาก ยังทำหน้าที่จรรโลงผู้คนได้จริงหรือไม่?” หรือว่าการเป็นศิลปินในสมัยนี้คือการ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อรับใช้ ‘ทุนนิยม’ ดังนั้นศิลปินทุกคนควรละอายใจไว้เถิด
แน่นอน เมื่อโบเล่นสดเพลงนี้ต่อหน้าศิลปินรุ่นใหญ่ รวมถึงคนในวงการบันเทิง พวกเขาหัวเราะลั่น แต่บางคนก็รู้สึกเจ็บอย่างยากจะบรรยาย โดยแสดงออกผ่านคิ้วที่ขมวด และรอยยิ้มที่หายไป
ย้อนกลับไปตอนที่โบก้าวเข้าสู่วงการสแตนด์อัพเต็มตัว เขากลายเป็นภาพแทนของ ‘เด็กอัจฉริยะ’ ที่สังคมชื่นชม ทุกอย่างในตัวเขาดูเหมือนจะไปได้ดี เขามีทัวร์แสดง, อัลบั้ม, รายการพิเศษทางโทรทัศน์ แต่ในขณะเดียวกัน คำชื่นชมเหล่านั้นก็มาพร้อมความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่สามารถ ‘แค่ตลก’ ได้อีกต่อไป งานทุกชิ้นต้องฉลาดกว่าเดิม แรงกว่าเดิม และลึกว่าเดิม
ความตลกจึงเริ่มเปลี่ยนสถานะจาก ‘ความสนุก’ เป็น ‘หน้าที่’ โบเคยพูดถึงประสบการณ์นี้ว่า “การเป็นคนตลกหมายถึงการถูกคาดหวังให้ทำให้คนอื่นรู้สึกดีอยู่เสมอ แม้ในวันที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกดีเลยก็ตาม”
นอกจาก Art is dead แล้ว ความกดดันที่เริ่มก่อตัวขึ้น รวมถึงความจริงใจต่อมุมมองชีวิต ยังถ่ายทอดมากับผลงานเพลงตลกอื่น ๆ ของเขาอย่างกลมกลืน ยกตัวอย่าง From God’s Perspective ที่กล่าวถึงศาสนา ความรัก แฝงปรัชญาได้อย่างละมุนไปกับโชว์ของเขา
‘Make Happy’ เป็นผลงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่อาการแพนิคเริ่มโจมตีเขาอย่างหนัก โบเล่าว่าบางคืน ก่อนขึ้นเวที หัวใจเขาเต้นเร็วราวกับจะระเบิด มือเย็นเหงื่อออก หายใจไม่สุด ถึงขั้นที่เขาต้องนั่งลงสงบสติ สงบใจ ร่างกายเหมือนไม่ยอมให้เขาทำในสิ่งที่เขาทำมาตลอดเกือบสิบปี แต่เขาไม่ยอมแสดงออกบนเวทีเด็ดขาด เพราะจะให้ใครเห็นความไม่เป็นมืออาชีพของเขาไม่ได้ แต่ท้ายที่สุด ผู้ชมทุกคนก็ดูออกอยู่ดี
นำมาสู่เหตุการณ์ระหว่างแสดงเพลงสุดท้าย Can’t Handle This ที่เนื้อหาของเพลงเป็นการปล่อยมุกตลกที่เขาทำประจำก่อนจะค่อย ๆ ใช้แสงและการเปลี่ยนดนตรีสร้างบรรยากาศใหม่
วินาทีที่เขาเปลี่ยน นั่นคือการเผยความเปราะบางภายในจิตใจของเขา
“ดูเจ้าเด็กตัวผอมสุขภาพจิตย่ำแย่นี่สิ แล้วหัวเราะไปกับเขา ขณะที่เขาพยายามมอบสิ่งที่ตัวเองไม่เคยให้กับตัวเองได้” (Come and watch a skinny kid with the steadily declining mental health and laugh as he attempts to give you what he cannot give himself.)
โบ เบิร์นแฮม ที่ปกติเป็นนักแสดง (Performer) ที่เปี่ยมไหวพริบ ฉะฉาน มีความมั่นใจ กล้าเล่นอะไรแผลง ๆ และมุกสายดาร์กที่ทำให้คนหัวเราะและอยากจะหยิกเขาด้วยซ้ำ กลับร้องเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ เสียงหอบที่หลุดลอดเข้าไมค์ เขาเลือกพูดความจริงจากใจของเขา ว่าแท้จริงแล้วเขาทนไม่ไหว กับการต้องแสดงต่อหน้าผู้คน การต้องรองรับคำครหา คำชม คำด่า และอารมณ์ของผู้ชม แต่เขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ เขาเองที่เป็นผู้ต้องการ เขาต้องการความรัก แต่เขาเริ่มสู้กับความกดดันที่แลกมาตลอดไม่ไหวแล้ว
การแสดงเพลงนั้นเป็นการแสดงก่อนที่เขาจะยกเลิกโชว์ทั้งหมดและถอยออกไปจากวงการ(เกือบ)สมบูรณ์ เป็นการสิ้นสุดโชว์ ‘Make Happy’
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแม้ศิลปินจะรักงานของตัวเองเพียงใด พวกเขาก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มีร่างกายและใจจำกัด ไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่สร้างความสุขให้คนอื่นได้ตลอดเวลา ยิ่งกับโบ เบิร์นแฮม ที่เขาไม่ได้มีเวลาลองผิดลองถูกแบบเด็กวัยรุ่นวัยเดียวกัน เขากลายมาเป็นศิลปินมอบความบันเทิงตั้งแต่ยังเด็กเลย
หลังจากหายไปจากเวที โบเริ่มหันไปทำงานที่พาเขาออกจากสายตาคนบ้าง เขากำกับภาพยนตร์เรื่อง Eighth Grade ที่สะท้อนประสบการณ์วัยรุ่นในยุคอินเทอร์เน็ตอย่างเจ็บแสบ แต่จริงใจ งานชิ้นนี้ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น และสำคัญที่สุดคือมันเป็นพื้นที่ที่เขาไม่ต้องอยู่ในเวทีหรืออยู่ต่อหน้าคนดูหลายพันคน เขาจึงสามารถหายใจเต็มปอดอีกครั้ง ที่สำคัญ เขายังได้เอ็นจอยกับศิลปะ แม้ว่าสุขภาพจะไม่เอื้ออำนวย
ในที่สุด การมาถึงของโควิดทำให้โลกชะงักลง โบกลับมาเขียนเพลง ทำดนตรี และถ่ายทำสิ่งที่กลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของเขา Inside (2021) หวนคือสู่การสร้างความสุข สร้างเสียงหัวเราะ แต่ครานี้เขาไม่ต้องทำต่อหน้าผู้คนข้างนอก
Inside คือผลงานที่เกิดจากความโดดเดี่ยว ความกังวล ความไม่แน่นอน และการฉายแสงเข้าไปในส่วนที่มืดที่สุดของตัวเอง เป็นเสมือนหนังสารคดี หนังตลก และงานศิลปะถ่ายทอดชีวิต โบทำทุกอย่างคนเดียว ตั้งแต่แสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ แต่งเพลง ไปจนถึงออกแบบแสง ทั้งหมดนี้เขาใช้เวลาเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ในบทเพลงหนึ่งจาก Inside ที่มีชื่อว่า Comedy เขาได้พูดถึงการช่วยเหลือสังคม(โลกใบนี้) โดยใช้วิธีของเขา ‘Healing the world with Comedy’ สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ทำให้แฟน ๆ ของโบต่างคิดถึงและส่งข้อความถึงตัวเขา บวกกับเขาเองก็ยังมีจิตวิญญาณศิลปินอยู่ เขารู้สึกว่าต้องสร้างสรรค์ ต้องทำอะไรสักอย่างในสถานการณ์ที่มนุษย์ทุกคนเศร้าหมองขนาดนี้
เหตุผลเหล่านี้นำมาสู่การสร้างสรรค์เพลงเสียดสี ทำนองฟังง่าย แต่เนื้อเพลงแอบบาดลึก หากเราลองตั้งใจฟังสิ่งที่เขาเขียนดี ๆ แล้ว จะพบว่าบางทีการช่วยโลกด้วยความตลกนั้น เหมือนเป็นการปลอบใจได้เพียงชั่วครู่ เพราะสุดท้ายโลกใบนี้ก็มีเรื่องโหดร้าย ไม่สวยงาม แต่ในฐานะศิลปิน เขาไม่มีพลังวิเศษ เขามีแค่ความตลก ขาจึงเลือกทำให้ผู้คนยิ้มได้ แม้จะอยู่ในสภาวะซึมเศร้า
การกลับมาครั้งนี้ เขาได้การยอมรับจากคนทั่วโลก รวมถึงรางวัล 2022 Grammy Award for Best Song Written for Visual Media ซึ่งเขาไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง เหตุผลเพราะไม่อยากเป็นศูนย์กลางสปอตไลท์อีกต่อไปแล้ว
นอกจากเพลงตลกแล้ว ยังมีเพลงอย่าง Funny Feelings (พูดถึงความไม่แน่นอน ความโหดร้ายของมนุษย์ในแง่ความตลกร้าย), All Eyes On Me (ความเหงา ความกลัว การมีอยู่), White Woman’s Instagram (การตัดสินคนจากภาพลักษณ์) อีกมากมาย
ผลงาน Inside ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะสะท้อนชีวิตและสังคม เห็นได้ชัดที่สุดคือการเติบโตของเด็กวัยรุ่นสดใสคนหนึ่ง สู่การเป็นดาวรุ่งดาราตลก อัจฉริยะด้านดนตรี การแสดง ความคิดอ่าน ท้ายที่สุดคือชายคนหนึ่งที่รู้สึกว่างเปล่า แต่ยังอยากให้คนอื่นได้ยิ้มและหัวเราะบ้างแค่นั้นเอง
สิ่งที่ทำให้โบแตกต่างจากศิลปินตลกคนอื่น คือการที่เขาไม่พยายามซ่อนความเปราะบาง เขาไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเสมอ แต่บอกว่า “ความไม่โอเคเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ และการยอมรับมันไม่ใช่ความล้มเหลว”
สำหรับคนรุ่นที่เติบโตมากับ YouTube และโซเชียลมีเดีย โบคือกระจกที่สะท้อนความกดดันในการ “ต้องเป็นอะไรสักอย่าง” ตลอดเวลา เส้นทางของโบ เบิร์นแฮม แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจะไม่เจ็บปวด และเสียงหัวเราะไม่ได้ลบล้างความทุกข์ได้เสมอไป การที่เขาเลือกพูดถึงอาการแพนิค คือการท้าทายค่านิยมสังคมที่มักยกย่องการฝืนทำต่อไปมากกว่าการถอยกลับมาพักหัวใจ
ท้ายที่สุด โบไม่ได้เป็นศิลปินขึ้นหิ้งเพราะเขาตลก แต่เพราะเขาซื่อสัตย์กับความเป็นมนุษย์ของตัวเองมากที่สุด และนั่นคือบทเรียนสำคัญที่บทความนี้อยากฝากไว้กับผู้อ่านทุกคน
“การยอมรับความเปราะบาง ไม่ใช่จุดจบของความสำเร็จ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิต”
เรื่อง: Jaomie
ภาพ: Getty Images
.
อ้างอิง:
Harrison, Andrew. “Bo Burnham: Inside Review – a Brilliant, Disturbing and Uncomfortably Funny Pandemic Special.” The Guardian, 15 June 2021, www.theguardian.com/stage/2021/jun/15/bo-burnham-inside-netflix-special-comedy.
YouTube (ช่องทางการสื่อสารหลักของศิลปิน)
Burnham, Bo. Bo Burnham. YouTube, www.youtube.com/@boburnham.
Billboard (ฐานข้อมูลศิลปินและรางวัลทางดนตรี)
“Bo Burnham.” Billboard, www.billboard.com/artist/bo-burnham/