09 ต.ค. 2569 | 17:00 น.

KEY
POINTS
“การ ‘รู้สึก’ อะไรสักอย่าง ทำให้คุณเสียการควบคุมตัวเอง
การถูกมองเห็นขณะที่กำลัง ‘รู้สึก’ ทำให้คุณเปลือยเปล่า
เมื่อคุณตกอยู่ในอำนาจของความรู้สึกนั้น ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความเจ็บปวด ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
คุณเอาแต่คิดว่า ‘พวกเขา’ จะทำอะไร พวกเขาจะมีอำนาจใหม่แบบไหน หาก ‘พวกเขา’ เห็นฉันเปลือยเปล่าในสภาพเช่นนี้
หากพวกเขาเห็น ‘คุณ’ กำลัง ‘รู้สึก’
คุณไม่มีทางรู้เลยว่า อะไรจะเกิดขึ้น
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ ‘พวกเขา’
การถูกมองเห็นต่างหาก คือบทลงโทษ”
— แอนน์ คาร์สัน (Anne Carson), Red Doc> ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2013
ความรู้สึกของการถูกจับจ้องทั้งบนโลกออนไลน์ รวมถึงในชีวิตจริง ซึ่งหลายคนอาจเคยสัมผัสถึง แต่ครั้นจะบอกว่าคงไม่มีใครคาดหวังในตัวใคร หรือไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้นหรอก คำถามคือคุณเชื่อแบบนี้จริงหรือ
โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ย่อมมีสายตาแห่งความคาดหวังส่งกลับมาเสมอ จะต่างก็เป็นแค่ความหนักเบาของสายตาที่ส่งมาเสียมากกว่า ว่าจะทำให้เรา ‘รู้สึก’ ได้ขนาดไหน
อันที่จริงมีบทกวีอีกหลายบทของเธอที่เหมาะกับการนำมาใช้ขึ้นต้นบทความ เปิดประโยคให้ประทับใจคนในยุคที่แทบทุกอย่างมี AI เข้ามาเกี่ยวข้องไปเสียหมด และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ ‘ไอรา เวลส์’ (Ira Wells) ประธาน PEN Canada ได้กล่าวถึงชัยชนะรางวัลโนเบลของคาร์สันในปี 2026 ไว้ว่า
“บทกวีของคาร์สันสั่นสะเทือนด้วยคลื่นความถี่ของความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ในช่วงเวลาที่ภาษาและข้อความรอบตัวเราถูกสร้างขึ้นโดยเครื่องจักรมากขึ้นเรื่อย ๆ”
เพราะเธอเองก็เคยให้สัมภาษณ์กับ ‘วิล ไอท์เคน’ (Will Aitken) นักเขียนนวนิยาย นักข่าว และ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ชาวอเมริกัน-แคนาดา เมื่อปี 2004 ถึงมุมมองเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ยังคงทำให้สะอึกอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะใครจะไปคิดว่าในอีกสองทศวรรษให้หลัง คำพูดของเธอจะย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นแห่งการพึ่งพาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แม้แต่งานเขียนเอง AI ก็สามารถเขียนเลียนแบบภาษาของใครต่อใครได้อย่างง่ายดาย
“ฉันคิดว่าผู้คนมักจะกลัวการคิด พวกเขาชอบอะไรที่เป็นหมวดหมู่สำเร็จรูปที่เตรียมไว้ให้อยู่แล้วมากกว่า …
“อย่างบางทีการอ่านงานของคนอื่น มันทำให้ฉันกังวลในระดับที่ว่า ถ้าฉันอ่านงานของใครสักคนแล้วคิดว่า ‘ว้าว ฉันอยากเขียนแบบนี้ได้บ้างจัง’ ฉันจะหยุดอ่านงานของคนคนนั้นทันที เพราะไม่อยากกลายเป็นคนเลียนแบบ
“ฉันมีด้านที่ชอบเลียนแบบคนอื่นอยู่เหมือนกัน ถ้าปล่อยไว้ ฉันสามารถเลียนแบบใครสักคนได้อย่างง่ายดาย จนกลายเป็นการล้อเลียนไปในที่สุด ที่มันกลายเป็นการล้อเลียนก็เพราะฉันไม่ได้อยากกลายเป็นคนคนนั้นจริง ๆ และเมื่อคุณอยากเลียนแบบใครสักคน แต่ก็ไม่อยากกลายเป็นคนคนนั้น ความสัมพันธ์เพียงแบบเดียวที่คุณจะมีต่อเขาได้ก็คือการสร้างสิ่งล้อเลียนขึ้นมา
“แต่ฉันก็ชอบนักเขียนอย่างเมวิส กัลแลนต์ (Mavis Gallant) นะ และฉันพยายามไม่อ่านงานของเธอในช่วงที่ตัวเองกำลังเขียนงานอยู่ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเธอโดยไม่รู้ตัว
“ดังนั้น แม้ว่าฉันจะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังพยายามสร้างน้ำเสียงเฉพาะตัวในงานเขียนอย่างจงใจ แต่ฉันก็รู้ตัวอยู่เสมอว่าต้องพยายามไม่ปล่อยให้เสียงของตัวเองกลืนหายไปกับเสียงของนักเขียนคนอื่น”
ส่วนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจงานเขียนคงต้องย้อนกลับไปยังวัยเด็กของเธอ นับตั้งแต่วินาทีแรกที่แอนน์ คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน 1950 ณ นครโทรอนโต ประเทศแคนาดา ในครอบครัวที่มีพ่อผู้เงียบขรึม ‘โรเบิร์ต คาร์สัน’ (Robert Carson) ผู้จัดการธนาคาร Toronto Dominion Bank และ ‘มาร์กาเร็ต คาร์สัน’ (Margaret Carson) แม่บ้าน และไมเคิล (Michael Carson) พี่ชายผู้สูงโปร่ง ผมบลอนด์ และทรงเสน่ห์ แต่ด้วยอาชีพของคุณพ่อ ครอบครัวจึงต้องย้ายที่อยู่อาศัยตามสาขาธนาคารทุก ๆ 3 ปี ไปยังเมืองเล็ก ๆ ในรัฐออนแทริโอ เช่น Stoney Creek, Port Hope และ Timmins
การต้องบอกลาเพื่อนฝูงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวัยเด็กทำให้เธอสร้างกลไกปกป้องตัวเองด้วยการปิดกั้นความผูกพัน โดยเธอเคยคิดในใจขณะรถเคลื่อนออกจากบ้านว่า “ครั้งต่อไปที่ย้ายไปไหน ฉันจะไม่สร้างเพื่อนอีกแล้ว เพราะมันไม่มีอนาคตในนั้น”
ซึ่งคาร์สันก็ได้ขยายความถึงความเงียบขรึมของพ่อเพิ่มเติมว่า พ่อของเธอเคยเป็นทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกคุมขังในค่ายกักกันนานหนึ่งปี ซึ่งพ่อมักจะใช้เวลาว่างแก้โจทย์และพีชคณิตในหนังสือเรียน เมื่อกลับมาทำงานธนาคาร พ่อก็เลยกลายเป็นคนเงียบขรึม ชอบนั่งแก้โจทย์คณิตศาสตร์ลงบนกระดาษทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
คาร์สันเองก็ชอบเลียนแบบพ่อ อย่างการใส่รองเท้าบูต เดินตามพ่อ และสวมเสื้อสเวตเตอร์ถักสีน้ำเงินเก่า ๆ ของพ่อ วันเวลาที่มีความสุขเหล่านั้นก็จางลง เมื่อในเวลาต่อมา พ่อเผชิญภาวะสมองเสื่อม ซึ่งทำให้นึกย้อนกลับไปตอนที่เธออายุ 3 ขวบเรื่องห้องรับแขกที่ดูเหมือนเดิม แต่มีความบ้าคลั่งอยู่ข้างใน
ถึงจะเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะพรั่งพร้อมในระดับหนึ่ง แต่เธอก็นึกเสียดายแทนแม่อยู่ไม่น้อย ที่แม่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ เพราะแม่ของเธอเป็นคนเรียนเก่ง เคยได้รับเหรียญรางวัลวิชาภาษาละตินในระดับมัธยม แต่เมื่อคุณตาเสียชีวิต แม่จำต้องละทิ้งฝันในการเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อทำงานเป็นเลขานุการหาเลี้ยงครอบครัว แม้แม่จะอ่านหนังสือของคาร์สันไปเพียงบทเดียวแล้วนำไปวางเรียงบนชั้นข้างประตู แต่ความทรงจำอันอบอุ่นของคาร์สันคือการได้อิงแอบเสื้อโค้ตขนสัตว์สังเคราะห์ของแม่ระหว่างฟังเทศน์ในโบสถ์
นอกจากความทรงจำที่มีต่อพ่อ-แม่แล้ว เธอก็ไม่ลืมที่จะเล่าถึงพี่ชายผู้ทรงเสน่ห์ของเธอว่า ครั้งหนึ่งพี่คนนี้เคยเรียกน้องสาวว่า Pinhead หรือ Professor และมอบพจนานุกรม Roget's Thesaurus (เล่ม 1) ให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสตอนเธออายุ 16 ปีเพราะรู้ว่าเธออยากเป็นนักเขียน แต่น่าเศร้าที่ไมเคิลกลับก้าวสู่เส้นทางยาเสพติด หลบหนีประกันในปี 1978 และหายสาบสูญไปนานถึง 22 ปี ก่อนจะโทรศัพท์มาหาเธอในปี 2000 และเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองในโคเปนเฮเกน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดกำเนิดของหนังสืออาร์ตบุ๊กกวีนิพนธ์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Nox (2010) โดยนำบทกวีหมายเลข 101 ของแคตุลลุส (Catullus) มาแปลทีละคำ พร้อมภาพถ่ายและคราบชาลงบนหน้ากระดาษ
จุดเปลี่ยนชีวิตด้านวรรณกรรมของคาร์สันเกิดขึ้นในปี 1965 ขณะเดินเล่นในร้านหนังสือที่ห้างสรรพสินค้า เมืองฮามิลตัน รัฐออนแทริโอ เธอได้พบกับหนังสือบทกวีซัปโฟ (Sappho) ฉบับสองภาษา แปลโดย ‘วิลลิส บาร์นสโตน’ (Willis Barnstone)
เมื่อย้ายไปเรียนมัธยมที่ Port Hope High School ครูสอนภาษาละติน ‘อลิส โควาน’ (Alice Cowan) ได้เสนอสอนภาษากรีกโบราณให้เธอในช่วงพักกลางวัน ในความทรงจำของคาร์สันเธอจำได้อย่างชัดเจนว่า ครูมักจะมีกลิ่นเซเลอรีติดตัวเสมอ และครูคนนี้ก็ได้กลายเป็นผู้ทำให้เธอตกหลุมรักอารยธรรมกรีกโบราณ โดยเฉพาะตัวอักษรที่มีลักษณะสุดพิเศษ คาร์สันอธิบายเสน่ห์ของภาษากรีกว่า เป็นภาษาที่ลงลึกไปถึงรากของคำที่ซึ่งจะทำงาน ในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นเพียงการลอยอยู่ในอากาศ
นักเขียนคนแรก ๆ ที่เธอเผยว่าคลั่งไคล้เป็นพิเศษคือ ‘ออสการ์ ไวลด์’ (Oscar Wilde) ตอนนั้นเธอและเพื่อน ๆ ถึงขั้นแต่งชุดคอสตูมออสการ์ ไวลด์ ท่องจำคำคมและสนทนากันในโรงอาหารกันเลยทีเดียว
หลังเรียนจบมัธยม คาร์สันเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต (University of Toronto) จนจบปริญญาตรี ในปี 1974 เรียนต่อปริญญาโทในอีกหนึ่งปีให้หลัง และเรียนต่อปริญญาเอกสาขาคลาสสิกศึกษา ในปี 1981 รวมถึงศึกษาโครงสร้างฉันทลักษณ์กรีกที่ University of St Andrews สกอตแลนด์ กับ ‘เคนเนธ โดเวอร์’ (Kenneth Dover) วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องความปรารถนาในบทกวีซัปโฟ ได้กลายเป็นหนังสือเล่มแรก Eros the Bittersweet (1986)
นอกจากบทบาทการเป็นอาจารย์ คาร์สันบอกว่าลึก ๆ ในใจของเธอมองว่าหัวใจที่แท้จริงของการเขียน คือการเห็นตัวเองเป็นศิลปินทัศนศิลป์ ผู้ชื่นชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็กมากกว่าการเป็นนักเขียน
ในห้องทำงานของเธอจะมีโต๊ะทำงาน 3 ตัวที่ใช้ทำงานต่างกัน โดยแบ่งเป็นโต๊ะวิชาการ โต๊ะงานเขียน และโต๊ะงานศิลปะ โดยสลับสับเปลี่ยนไปมาภายในหนึ่งชั่วโมง นอกจากนี้ เธอยังทำงานร่วมกับสามี ‘โรเบิร์ต เคอร์รี’ (Robert Currie) (ถึงนามสกุลจะคล้ายกับนามสกุลของมารี กูร์รี (Maria Curie) แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติกัน โดยเฉพาะการสะกดนามสกุลที่มีความต่างกันเล็กน้อย และคำว่า Currie มีรากศัพท์มาจากแถบสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ - ผู้เขียน)
และก่อนที่เธอจะได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ผลงานของเธอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรอบของร้อยแก้วหรือกวีนิพนธ์ เพราะงานสร้างสรรค์ของเธอนั้น ไม่ต่างจากการทลายพรมแดนวรรณกรรมด้วยการรังสรรค์รูปแบบใหม่ ๆ จนได้รับรางวัลมากมาย เพราะหลังจากงานเขียนชิ้นแรกเสร็จสิ้นลงในปี 1986 ต่อมาเธอก็ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยนวนิยายคำกลอนเรื่อง Autobiography of Red (1998) ที่นำตำนานอสูรกายปีกแดงเกเรียน (Geryon) กับเฮราเคลส (Herakles) มาตีความใหม่เป็นเรื่องราวความรักและความเจ็บปวดของวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีประโยคอันงดงามว่า
“พวกเขาทั้งสองคือปลาไหลชั้นเลิศที่ก้นตู้ปลา และรับรู้ถึงกันราวกับตัวอักษรที่เอนเอียง” (“They were two superior eels at the bottom of the tank and they recognized each other like italics.”)
ผลงานเล่มนี้จุดประกายสร้างชื่อเสียงให้แก่เธออย่างถล่มทลาย และคว้ารางวัล QSPELL Poetry Award ของรัฐควิเบกมาครอง
ในปี 2000 เธอออกหนังสือรวมบทกวีและเรียงความเรื่อง Men in the Off Hours ซึ่งคว้ารางวัล Griffin Poetry Prize ถัดมาในปี 2001 ผลงานเล่มสำคัญอย่าง The Beauty of the Husband: A Fictional Essay in 29 Tangos ที่เล่าถึงการพังทลายของชีวิตคู่ ได้สร้างประวัติศาสตร์ส่งให้เธอเป็น สตรีคนแรกที่ได้รับรางวัล T.S. Eliot Prize สำหรับกวีนิพนธ์ของอังกฤษ รวมถึงคว้ารางวัล Griffin Poetry Prize อีกครั้ง
นอกจากนี้ งานแปลบทละครโศกนาฏกรรมกรีกโบราณชุด An Oresteia (2009) ก็ส่งให้เธอคว้ารางวัล PEN Award for Poetry in Translation (2010) ขณะที่หนังสืออาร์ตบุ๊กในกล่องพับแบบหีบเพลงอย่าง Nox (2010) ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่พี่ชายไมเคิล ก็ได้รับการยกย่องเป็นผลงานอวองการ์ดระดับมาสเตอร์พีซ
เมื่อเธอออกผลงานภาคต่อ Red Doc> (2013) (ที่ผู้เขียนยกมาไว้ช่วงต้นบทความ) เธอก็คว้ารางวัล Griffin Poetry Prize มาครองได้เป็นครั้งที่สาม ตามมาด้วยบทละครกวีนิพนธ์ Norma Jeane Baker of Troy (2019) ที่คว้ารางวัลวรรณกรรมระดับชาติของแคนาดาอย่าง Governor General's Literary Award for Poetry (2020) และผลงานรวมงานเขียนแหวกขนบเล่มล่าสุดอย่าง Wrong Norma (2024) ก็สามารถคว้ารางวัล National Book Critics Circle Award for Poetry (2025) รวมถึงเข้าชิงรางวัล National Book Award ได้อีกด้วย
ตลอดอาชีพการทำงาน คาร์สันยังได้รับการเชิดชูเกียรติตลอดชีวิตด้วยทุน MacArthur Fellowship (2000), Guggenheim Fellowship (1995), Lannan Literary Award (1996), PEN/Nabokov Award for International Literature (2021)
และรางวัลที่ถือว่าเป็นวาระสูงสุดของนักเขียนคือ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปี 2026
คาร์สันเปิดเผยในบทความ Gloves On ปี 2024 ว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน อาการของโรคทำให้การเขียนเต็มไปด้วยความยากลำบาก จากลายมือที่เธอเคยหลงใหล และจรดปลายปากกาลงบนสมุดบันทึกอยู่ทุกวัน กลับต้องบิดเบี้ยวและอ่านออกได้ยาก แน่นอนว่านักเขียนที่เคยเขียนอยู่ทุกวัน เมื่อถึงวันที่เขียนผ่านมือตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ย่อมสร้างความสะเทือนใจแก่เธออย่างมาก
แต่เธอไม่ยอมแพ้ เลือกที่จะสู้ด้วยการลงเรียนคลาสชกมวย เพื่อฝึกฝนการประสานงานระหว่างมือ สายตา และสมองในการจดจำลำดับหมัด พร้อมทั้งส่งมอบปรัชญาชีวิตอันแข็งแกร่งเอาไว้ว่า
“เพื่อที่จะอยู่รอด คุณจำเป็นต้องมีความแหลมคมในตัวเอง”
แหลมคมทั้งความคิด แหลมคมทั้งการกระทำ และแหลมคมทั้งการใช้ชีวิตในห้วงเวลาอันยากลำบาก เพราะเธอมองว่าในภาวะมืดมนหรือวิกฤต มนุษย์ต้องรักษามิติและความแหลมคมของจิตวิญญาณไว้ ไม่ปล่อยให้ตัวเองแบนราบไปกับความสิ้นหวัง
“ไม่ว่าชีวิตจะแย่แค่ไหน สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายและน่าสนใจ”
และเธอได้ทิ้งถ้อยคำต่อสู้กับโรคที่มาย่างกรายในวัยชรานี้ว่า “ฉันพยายามสู้ แม้ฉันจะไม่ชนะก็ตาม”
ถึงจะไม่ชนะในทรรศนะของเธอ แต่นั่นอาจไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต เพราะหากไร้ซึ่งการดิ้นรน เราคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสงานเขียนอันทรงพลังเช่นนี้ งานที่ถูกกลั่นออกมาเป็นบทกวีอันงดงามแม้อยู่ในยามเผชิญโรคร้าย คุณค่าแท้จริงของมนุษย์จึงอาจดำรงอยู่ในทุกขณะที่เราได้เพียรพยายาม ดิ้นรน และสู้สุดกำลังโดยไม่ยอมจำนน
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : แคปเจอร์จากวิดีโอ Writer Anne Carson: Life is Not Fair | Louisiana Channel,
อ้างอิง
Anne Carson, The Art of Poetry No. 88
Anne Carson. We've Only Just Begun. 2016
Anne Carson’s poem, “Shot List,” first appeared in Michigan Quarterly An Interview with Anne Carson.
'Bold and inventive' Canadian poet Anne Carson wins Nobel Literature Prize.
Anne Carson, the genre-bending Canadian writer, wins Nobel Prize in literature.
Former Princeton assistant professor Anne Carson wins Nobel Prize in Literature.
Writer Anne Carson: Life is Not Fair | Louisiana Channel.
University of Toronto: Anne Carson, Convocation 2012 Honorary Degree recipient.