ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ก่อนที่ภาพยนตร์จะมี CGI หรือ AI เคยมีชายคนหนึ่งใช้เพียงกล้อง ฟิล์ม ฉาก และจินตนาการ เนรมิตดวงจันทร์ให้มีใบหน้า ทำให้คนหายตัว และพาผู้ชมออกไปผจญภัยในโลกที่เป็นไปไม่ได้ ชื่อของเขาคือ ‘ฌอร์ฌ เมลิแยส’ (Georges Méliès) ผู้บุกเบิกภาษาภาพยนตร์ที่สร้างความฝันขึ้นมาด้วยสองมือ ก่อนที่วันหนึ่งความฝันเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงฟิล์มที่ถูกนำไปทำส้นรองเท้า

KEY

POINTS

ณ สถานีรถไฟมงปาร์นาส (Gare Montparnasse) ในกรุงปารีส ชายชราคนหนึ่งยืนเงียบอยู่หลังเคาน์เตอร์เล็ก ๆ ขายของเล่น ลูกอม และขนมให้ผู้โดยสารที่เดินผ่านไปมาในแต่ละวัน เหล่าเด็ก ๆ ต่างหยุดมองของเล่น ส่วนผู้ใหญ่หยิบเงินจ่ายแล้วจากไป โดยไม่มีใครรู้เลยว่ามือของชายชราคู่นั้นเคยสร้างจรวดไปพุ่งชนนัยน์ตาของดวงจันทร์ เคยทำให้มนุษย์ถอดหัว หรือเสกคนให้หายตัวต่อหน้าผู้ชมได้ในพริบตา เป็นสองมือที่เคยเนรมิตโลกใต้น้ำ ท้องฟ้า สวรรค์ หุ่นยนต์ ภูติผีปีศาจ และสิ่งมีชีวิตนอกโลก จนทำให้ผู้ชมตื่นตะลึงมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน 

ชายชราคนนั้นชื่อ ‘ฌอร์ฌ เมลิแยส’ (Georges Méliès) คนเดียวกับที่ในอดีตเคยเป็นทั้งนักมายากลยอดนิยม และเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในยุคบุกเบิก ขณะที่ภาพยนตร์ยังเป็นเครื่องบันทึกภาพ เมลิแยสกลับใช้มันสร้างโลกแห่งฝัน พาผู้ชมไปยังดินแดนมหัศจรรย์อย่างที่ไม่เคยมีหนังเรื่องใดไปถึง แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป นวัตกรผู้สร้างความฝันเหล่ากลับกลายเป็นเพียงชายชราในร้านขนม กับฟิล์มหนังที่กลายไปเป็นส้นรองเท้า

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ฉากที่หนึ่ง – จากโรงงานรองเท้าสู่โรงแสดงมายากล

มารี-ฌอร์ฌ-ฌ็อง เมลิแยส (Marie-Georges-Jean Méliès) เป็นบุตรของฌอง-ลุยส์-สตานิสลาส เมลิแยส (Jean-Louis-Stanislas Méliès) นักธุรกิจเจ้าของโรงงานผลิตรองเท้าบูต และโยฮันนา-กาทรีน ชือริง (Johannah-Catherine Schuering) แม่เชื้อสายดัตช์-ฝรั่งเศส โดยพ่อของเธอหรือคุณตาของเมลิแยสเคยเป็นช่างทำรองเท้าให้ราชสำนักเนเธอร์แลนด์ แม้โรงงานรองเท้าบูตของฌอง-ลุยส์จะถูกเพลิงเผาผลาญจนย่อยยับ แต่สายป่านที่ยังพอมี เขากับภรรยาจึงร่วมกันก่อตั้งโรงงานผลิตรองเท้าขึ้นอีกครั้งบนถนนแซ็งต์-มาร์แต็ง (Saint-Martin) ครอบครัวเริ่มสั่งสมความมั่งคั่งจนกลายเป็นชนชั้นกระฎุมพี ณ เวลานั้นเอง 8 ธันวาคม ค.ศ. 1861 เป็นเวลาที่เด็กชายฌอร์ฌ ลูกชายคนสุดท้อง น้องชายของอ็องรี (Henri Méliès) และกัสตง (Gaston Méliès) ได้ลืมตาดูโลก 

แม้จะเติบโตขึ้นในฐานะอันมั่นคง แต่จินตนาการของเด็กชายฌอร์ฌกลับโลดแล่นไปไกลเกินกว่าเจตนารมณ์ของครอบครัวที่อยากจะให้สานต่อกิจการ เพราะเขาหลงใหลในศิลปะการวาดภาพ และการประดิษฐ์สิ่งของ แม้จะได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมลุยส์-เลอ-กรองด์ (Lycée Louis-le-Grand) ทว่าเขาไม่ใช่เด็กที่ตั้งใจเรียนวิชาการสมชื่อสถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติแห่งกรุงปารีสเท่าใดนัก เพราะเด็กชายมักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวาดภาพทิวทัศน์ และวาดการ์ตูนล้อเลียนอาจารย์ลงในตำราและสมุดการบ้านจนถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้ง จนเมื่ออายุ 10 ขวบ เมลิแยสก็ฉายแววศิลปะอย่างเต็มที่ เขาสามารถสร้างโรงละครหุ่นกระบอกจำลอง และประดิษฐ์หุ่นชักสายที่มีกลไกซับซ้อนเอาไว้เล่นเองในบ้านได้สำเร็จ 

หลังสอบไล่จบชั้นมัธยม เมลิแยสเข้าทำงานในโรงงานของครอบครัว เขาต้องเรียนรู้งานจิปาถะตั้งแต่เย็บรองเท้าไปจนถึงการซ่อมแซมเครื่องจักร ก่อนจะเข้าไปรับราชการทหารตามเกณฑ์บังคับ เมื่อพ้นภาระทางทหาร ปี 1880 พ่อจึงตัดสินใจส่งเมลิแยสหนุ่มไปทำงานเป็นเสมียนในแผนกอุปกรณ์ชุดคอร์เซ็ตให้กับเพื่อนของครอบครัวที่กรุงลอนดอน ที่นั่นทำให้เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ และทำให้เขาได้ค้นพบกับแรงบันดาลใจที่เบนเส้นทางชีวิตของเขาไปตลอดกาล 

ค่ำคืนนั้นเมลิแยสเดินทางไปชมการแสดงมายากลที่โรงละครอียิปต์เชียน ฮอลล์ (Egyptian Hall) ของนักมายากลชื่อดัง ‘จอห์น เนวิล แมสคีลีน’ (John Nevil Maskelyne) และ ‘จอร์จ คุก’ (George Cooke) มันอาจเป็นเพียงการแสดงกลลวงตาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเมลิแยส มายากลคือศิลปะการแสดงที่ผสานทักษะการลวงตา เข้ากับการสื่อสารภาพและการเคลื่อนไหว เพื่อดึงทุกสายตาของผู้ชมให้จับจ้องนักแสดงบนเวทีโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวอธิบายให้มากความ 

เมลิแยสเดินทางกลับปารีสในปี 1885 พร้อมความตั้งใจที่จะศึกษาต่อด้านการวาดภาพ แต่ฌอง-ลุยส์ผู้พ่อกลับปฏิเสธอย่างแข็งขัน เขาจึงจำต้องกลับไปรับหน้าที่ดูแลเครื่องจักรในโรงงานเช่นเดิม แม้จะฟังดูเป็นการยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของครอบครัว แต่การทำงานกลับมอบทักษะด้านงานช่าง วิศวกรรม และงานฝีมือ ที่จะทำให้เขานำไปใช้ประดิษฐ์อุปกรณ์มายากล ฉาก และเทคนิคพิเศษในหนังของเขาได้ในอนาคต ปีเดียวกัน เมลิแยสถูกจับคลุมถุงชนแต่งงานกับพี่สะใภ้ของพี่ชาย แต่เขากลับปฏิเสธ ก่อนจะแต่งงานกับ ‘เออเฌนี เฌแน็ง’ (Eugénie Génin) ลูกสาวของเพื่อนที่รู้จักกับครอบครัวแทน

เมื่อฌอง-ลุยส์เกษียณจากกิจการในปี 1888 เมลิแยสเลือกไม่เดินตามเส้นทางธุรกิจของครอบครัว เขาตัดสินใจขายหุ้นในกิจการโรงงานรองเท้าของตัวเองให้กับพี่ชาย และนำเงินไปซื้อโรงละคร Robert-Houdin ที่ตั้งตามชื่อของ ‘ฌอง-อูแฌน โรแบร์-อูแด็ง’ (Jean-Eugène Robert-Houdin) ปรมาจารย์ด้านมายากลของฝรั่งเศส ณ ที่นั้น เขารับหน้าที่ทั้งเป็นนักแสดงมายากล ผู้กำกับ ออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย วางคิวการแสดง ช่างซ่อมอุปกรณ์ และเป็นผู้บริหารโรงละครในเวลาเดียวกัน เขารับช่วงทีมงานและนักแสดงจากโรงละครเดิมด้วย หนึ่งในนั้นคือหนึ่งในนั้นคือ ‘ฌาน ดาลซี’ (Jehanne d’Alcy) นักแสดงละครเวทีสาวที่จะกลายไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์ และภรรยาคนที่ 2 ของเขาในเวลาต่อมา

ระยะแรก การแสดงมายากลของเมลิแยสไม่ใคร่จะประสบความสำเร็จ เพราะยังเป็นการแสดงกลรูปแบบเดิม ๆ ในยุคนั้น เขาจึงเริ่มคิดสร้างการแสดงขึ้นใหม่ที่ผสมผสานกลลวงตาเข้ากับเทคนิคการแสดง อารมณ์ขัน และพล็อตแบบละครประโลมโลกแบบคร่าว ๆ ทำให้มายากลของเขากลายเป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม เมลิแยสได้สร้างสรรค์ชุดการแสดงมายากลขึ้นอีกกว่า 30 ชุด โดยชุดที่โด่งดังที่สุดของเขาก็คือชุดอ้ายหัวขาดจอมรั้น (Le Décapité récalcitrant) ซึ่งเขาแสดงเป็นศาสตราจารย์ที่ถูกตัดศีรษะระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ แต่ศีรษะนั้นยังสามารถกล่าวถ้อยคำต่อไปได้ รวมทั้งกลการสลับร่าง กลหายตัว และอีกมากมาย

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ฉากที่สอง – คืนที่ภาพยนตร์กลายเป็นเครื่องเนรมิตฝัน

ค่ำคืนวันที่ 27 ธันวาคม ปี 1895 เมลิแยสได้รับเชิญให้ไปชมการสาธิตการฉายหนังของ ‘พี่น้องตระกูลลูมิแยร์ ออกุสต์’ (Auguste Lumière) และ ‘ลุยส์’ (Louis Lumière) ด้วยเครื่องซีเนมาโตกราฟ (Cinématographe) ที่พวกเขาคิดค้น ณ ห้องใต้ดินของร้านกาแฟซาลง แองเดียง ดู กรองด์ คาเฟ (Salon Indien du Grand Café) ซีเนมาโตกราฟเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้เป็นทั้งกล้องถ่ายหนัง พิมพ์สำเนาฟิล์ม และเป็นเครื่องฉายได้ในเครื่องเดียว โดยการฉายหนังรอบนั้นมีเก้าอี้รองรับผู้ชม 100 ที่นั่ง เก็บค่าเข้าชมคนละ 1 ฟรังก์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดฉายหนังเชิงพาณิชย์ต่อสาธารณชนครั้งแรก ๆ ในโลก 

เช่นเดียวกับมายากล-เมลิแยสตื่นตะลึงกับภาพของผู้คนที่มีชีวิตบนหน้าจอ แต่สิ่งที่เขามองเห็นมากกว่าก็คือ เขาเชื่อว่าภาพยนตร์จะช่วยทำให้การแสดงของเขาทรงพลังยิ่งขึ้น จึงได้เสนอเงิน 10,000 ฟรังก์เพื่อขอซื้อเครื่องซีเนมาโตกราฟหนึ่งในสองเครื่องที่มีอยู่ ทว่าพี่น้องตระกูลลูมิแยร์กลับปฏิเสธอย่างแข็งขัน เพราะมองว่าเครื่องมือนี้เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากกว่าจะใช้เครื่องมือสำหรับความบันเทิง และไม่เชื่อว่าจะมีอนาคตในเชิงพาณิชย์ เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล เมลิแยสตัดสินใจเดินทางไปลอนดอนเพื่อขอซื้อเครื่องฉายแอนิมาโทกราฟ (Animatograph) จากนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ‘โรเบิร์ต ดับเบิลยู. พอล’ (Robert W. Paul) แม้กลไกจะซับซ้อนน้อยกว่าเครื่องซีเนมาโตกราฟ แต่เมลิแยสก็ใช้ทักษะด้านวิศวกรรม นำมาดัดแปลงจนสามารถใช้เป็นกล้องถ่ายหนังได้ นอกจากนี้เขายังซื้อฟิล์มมาเรียนรู้ ทดลองถ่ายทำ ล้าง และอัดสำเนาฟิล์มด้วยตัวเอง 

เขาได้ทดลองถ่ายหนังอย่างง่าย เช่น สุนัขกระโดดลอดห่วง ก่อนจะทำการจดสิทธิบัตรเครื่องฉายที่เขาคิดค้นในชื่อ Kinétographe Robert-Houdin ตัวเครื่องทำจากวัสดุเหล็กหล่อและมีเสียงดังมากขณะเดินเครื่อง จนเมลิแยสเรียกอย่างลำลองว่า ‘ปืนกล’ หรือ ‘เครื่องบดกาแฟ’ และได้ก่อตั้ง Manufacture de Films pour Cinématographes หรือสตาร์ฟิล์มกงปานี (Star Film Company) โดยใช้สัญลักษณ์ดวงดาวเป็นเครื่องหมายการค้าขึ้นในปลายปีเดียวกัน ในช่วงแรก หนังที่เมลิแยสผลิตภายใต้สตาร์ฟิล์มยังมีแนวทางไม่ต่างจากหนังของพี่น้องลูมิแยร์มากนัก เป็นเพียงหนังบันทึกเหตุการณ์สั้น ๆ หนังเรื่องแรกที่ถ่ายทำก็คือ Une partie de cartes (1896) หรือ ‘ล้อมวงเล่นไพ่’ ความยาว 1 นาทีเศษ เป็นเรื่องราวของชาย 3 คนนั่งล้อมวงเล่นไพ่ที่ยังไม่มีเส้นเรื่องหรือเทคนิคพิเศษใด ๆ 

ฉากที่สาม - โรงงานผลิตฝันแห่งมงเทรย

เพื่อรองรับการสร้างความฝันให้เป็นจริง กันยายน ปี 1896 เมลิแยสได้ก่อตั้งโรงถ่ายหนังขึ้นที่เมืองมงเทรย (Montreuil) ชานเมืองกรุงปารีส ตัวอาคารมีขนาดย่อมเพียง 13.5 x 6.6 เมตร หรือเท่ากับพื้นที่เวทีโรงละคร Robert-Houdin เท่านั้น แต่ที่พิเศษไม่เหมือนใครก็คือ ผนังและหลังคาของโรงถ่ายแห่งนี้กรุด้วยกระจกใสรอบด้านคล้ายกับเรือนกระจกเพื่อรับแสงธรรมชาติสำหรับการถ่ายทำ เพราะในสมัยนั้นแสงประดิษฐ์ยังสว่างไม่เพียงพอสำหรับการถ่ายฟิล์ม และด้วยข้อจำกัดของฟิล์มขาวดำ เมลิแยสจึงออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย และแต่งหน้าด้วยเฉดสีเทาหลายระดับ เพื่อสร้างคอนทราสต์ไม่ให้นักแสดงถูกกลืนหายไปกับฉาก

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

เมลิแยสใช้ที่นี่เป็นโรงผลิตฝันขนาดย่อม เป็นทั้งสตูดิโอถ่ายหนัง ห้องทดลอง รวมทั้งเป็นโรงงานประดิษฐ์ฉากและอุปกรณ์ถ่ายหนังจำพวกประตูกล รอก สลิง แท่นเลื่อน ฉากหลังที่วาดด้วยมือ โมเดลจำลอง และหุ่นกระบอก ทุกองค์ประกอบจะถูกวางบนฉากให้อยู่ในเฟรมเดียวกัน (Tableau shot) และบันทึกภาพจากมุมมองของผู้ชมเสมือนนั่งชมละครเวที และเมลิแยสก็ยังคงทำงานเองในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เป็นนักแสดง เขียนบท ออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย วาดฉากหลัง ประดิษฐ์กลไกและเทคนิคพิเศษ ถ่ายทำ ตัดต่อ ไม่เว้นแม้แต่เป็นผู้ดำเนินการจัดจำหน่ายหนัง

ฉากที่สี่ - เสกมายากลบนแผ่นฟิล์ม

ในขณะที่พี่น้องลูมิแยร์ใช้กล้องบันทึกชีวิตและเหตุการณ์ประจำวันเฉกเช่นสารคดี เมลิแยสกลับมองกล้องถ่ายหนังเป็นเครื่องมือบันทึกเรื่องราว สถานที่ และเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาจึงพยายามคิดค้นและทดลองเทคนิคแบบใหม่ ๆ เพื่อนำเสนอจินตนาการของเขา ครั้งหนึ่ง เมลิแยสได้บันทึกไว้ว่า เขาค้นพบเทคนิค Stop Trick หรือ Substitution Splice โดยบังเอิญในขณะที่เขากำลังถ่ายภาพจัตุรัสปลาสเดอโลเปร่า (Place de l'Opéra) กล้องเกิดติดขัด เขาใช้เวลาแก้ไข 1 นาทีก่อนเดินกล้องต่อ เมื่อนำฟิล์มมาฉาย เขาพบว่ารถรถม้าโดยสารสายมาเดอแลน-บาสตีย์ (Madeleine-Bastille) เปลี่ยนเป็นรถบรรทุกศพ และผู้หญิงก็กลายเป็นผู้ชายได้อย่างฉับพลัน 

ก่อนหน้านี้ ‘โธมัส เอดิสัน’ (Thomas Edison) ก็เคยใช้เทคนิคเดียวกันนี้นำเสนอฉากประหารชีวิตใน The Execution of Mary, Queen of Scots (1895) เทคนิคดังกล่าวอาศัยการหยุดกล้องชั่วขณะ เปลี่ยนบุคคลหรือวัตถุในฉากแล้วเดินกล้องต่อ เมื่อนำฟิล์มมาฉายต่อเนื่อง ผู้ชมจะเห็นราวกับสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในพริบตา เมลิแยสได้นำเอาเทคนิคนี้มาใช้เป็นครั้งแรกใน Escamotage d’une dame chez Robert-Houdin (1896) หรือ ‘การหายตัวของหญิงสาวที่โรแบร์-อูแดง’ ที่สามารถเปลี่ยนหญิงสาวที่หายไปให้กลายเป็นโครงกระดูกได้ เมลิแยสไม่ใช่ผู้ค้นพบเทคนิคนี้เป็นคนแรก แต่สิ่งที่เขาทำคือการนำกลวิธีของมายากลมาเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ภาษาหนัง’ เพื่อเล่าเรื่องผ่านภาพอย่างจริงจัง

เพียงสองปีที่โรงถ่ายหนังที่มงเทรย เมลิแยสสร้างหนังไปมากกว่า 130 เรื่อง เขาทำหนังแทบทุกประเภท ตั้งแต่หนังบันทึกชีวิตประจำวันตามแนวทางของลูมิแยร์ หนังตลก หนังจำลองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ บันทึกการแสดงมายากล ไปจนถึงหนังแฟนตาซีที่เรียกว่าเฟรี (féerie) นอกจากนี้ เมลิแยสยังคิดค้นเทคนิคพิเศษเพื่อถ่ายทอดจินตนาการของเขา และบางเทคนิคก็ยังคงมีใช้ในหนังมาจนถึงปัจจุบัน อาทิ เทคนิคการเดินฟิล์มย้อนกลับ (Reverse motion) เพื่อทำให้ของลอยได้ใน Salle à manger fantastique (1899) หรือ ‘ห้องอาหารพิศวง’, เทคนิคการถ่ายภาพซ้อน (Multiple exposure) เพื่อให้สามารถปรากฏตัวพร้อมกับได้หลายร่างใน Un homme de têtes (1898) หรือ ‘บุรุษผู้มีหลายศีรษะ’ และ L’Homme orchestre (1900) หรือ ‘บุรุษวงดนตรี’ รวมถึงเทคนิคหลอกสายตาด้วยระยะวัตถุและการเคลื่อนกล้อง (Forced perspective) ใน L’Homme à la tête en caoutchouc (1901) หรือ ‘บุรุษผู้มีศีรษะเป็นยาง’ ตลอดจนการเลือนภาพ (Dissolve) และการถ่ายภาพเร่งเวลา (Time-lapse) นอกจากนี้ เมลิแยสยังเป็นคนแรก ๆ ที่ใช้แสงประดิษฐ์ถ่ายหนังด้วย ในปี 1897 เมลิแยสได้รับการว่าจ้างให้ถ่ายทำการแสดงของปอลุส (Paulus) นักร้องชื่อดังของฝรั่งเศส แต่ปอลุสปฏิเสธที่จะแสดงกลางแจ้ง เมลิแยสจึงต้องใช้โคมไฟอาร์ก 15 ดวง และโคมไฟปรอท 15 ดวงเพื่อถ่ายทำภายในสตูดิโอชั่วคราว ซึ่งถือเป็นการบุกเบิกเทคนิคการจัดแสงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

ฉากที่ห้า - Le Voyage dans la Lune ผจญภัยไปโลกพระจันทร์ 

เมื่อทุน ทักษะ และจินตนาการถึงพร้อม ชายชื่อเมลิแยสก็ได้ให้กำเนิดผลงานเอกที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง Le Voyage dans la Lune (1902) หรือ ‘ท่องโลกพระจันทร์’ ความยาว 13 นาที ในยุคที่หนังส่วนใหญ่ยังมีความยาวเพียงหลักวินาที หรือไม่เกิน 1-2 นาที อันได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายอวกาศอาทิ From the Earth to the Moon และ Around the Moon ของ ‘ฌูล แวร์น’ (Jules Verne) และ The First Men in the Moon ของ ‘เอช. จี. เวลส์’ (H. G. Wells) เล่าเรื่องกลุ่มนักดาราศาสตร์ที่สร้างยานอวกาศทรงกระสุน ก่อนถูกปืนใหญ่ยิงออกนอกโลกไปปักเข้าที่นัยน์ตาของดวงจันทร์ พวกเขาออกสำรวจพื้นผิว ได้พบกับเทพีดวงจันทร์ และถูกกองทัพมนุษย์ดวงจันทร์ไล่ล่าก่อนจะหลบหนีกลับมายังโลกอย่างปลอดภัย เมลิแยสรับบทเป็น ‘ศาสตราจารย์บาร์เบินฟูยีส์’ (Professor Barbenfouillis) ประธานชมรมนักดาราศาสตร์ พร้อมรับหน้าที่เขียนบท กำกับ ตัดต่อ และออกแบบฉากด้วยตัวเอง

หนังเรื่องนี้สะท้อนความสามารถของเขาในการผสมศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การออกแบบฉาก เทคนิคลวงตา เช่นการใช้ตู้ปลาที่มีลูกอ๊อดและเครื่องพ่นอากาศจำลองฉากใต้มหาสมุทร การแสดงกายกรรม ไปจนถึงเทคนิคการถ่ายและตัดต่อ แม้เรื่องราวอาจไม่ตรงตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นัก แต่ Le Voyage dans la Lune ก็นับว่าเป็นรากฐานสำคัญของหนังแนวนิยายวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) หนังแฟนตาซี และหนังฟอร์มยักษ์ที่ใช้ทุนสร้างสูงถึง 10,000 ฟรังก์ และยังนำเสนอหนังเรื่องนี้ในฉบับสีด้วยเทคนิคการลงสีบนแผ่นฟิล์ม โดยใช้ช่างทาสีหญิงถึง 200 คนและสีแอนิลีน (Aniline dyes) จำนวน 20 เฉดสี ช่างแต่ละคนจะรับผิดชอบสีเพียงสีเดียวและลงสีทีละเฟรมจนครบ 13,375 เฟรม กระบวนการทั้งหมดใช้เวลานานกว่า 4 เดือนกว่าจะแล้วเสร็จ 

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

เมื่อออกฉาย หนังทั้งฉบับขาวดำและสีประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในฝรั่งเศสและทั่วโลกรวมทั้งในสหรัฐอเมริกา แต่ความสำเร็จครั้งนั้นกลับนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ ฟิล์มถูกผู้จัดจำหน่ายหลายรายทำสำเนาและเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตจนทำกำไรได้มหาศาล ในขณะที่เมลิแยสกลับได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย เขาจึงตัดสินใจเปิดสำนักงาน Star Film สาขานิวยอร์ก และส่งกัสตงผู้เป็นพี่ชายไปบริหาร เพื่อดูแลลิขสิทธิ์และผลประโยชน์ของบริษัทในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ 

ฉากที่หก - ฝันที่กลายเป็นส้นรองเท้า 

แม้กิจการภาพยนตร์จะเติบโตขึ้น แต่เมลิแยสก็ยังคงทำงานทุกขั้นตอนด้วยตัวเองในแบบกิจการขนาดย่อม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ ภาพยนตร์กำลังจะเปลี่ยนจากงานของศิลปินไปสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ต้องตอบสนองกับรสนิยมของผู้ชมที่เริ่มหันไปหาหนังเรื่องยาวที่สมจริง ซับซ้อน และมีการใช้ภาษาภาพในการเล่าเรื่องมากขึ้นจนทำให้หนังในรูปแบบละครเวทีของเมลิแยสเริ่มล้าสมัย ทำให้เขาต้องเริ่มหันไปทำหนังตามกระแสใหม่ เช่นแนวอาชญากรรมและครอบครัว แต่ถึงกระนั้น นักวิจารณ์ภาพยนตร์ก็ยังวิจารณ์หนังของเขาว่ายังคงยึดติดกับสูตรเดิม ๆ ในขณะที่แนวทางใหม่ที่เขาเริ่มทำก็ยังไม่ลงตัวนัก ปัญหายิ่งหนักขึ้นเมื่อหนังของ Star Film ยังคงผลิตแบบช่างฝีมือที่ต้องใช้เวลามากและต้นทุนสูง จนไม่อาจแข่งขันกับค่ายหนังคู่แข่งทั้งปาเต (Pathé) และโกมงต์ (Gaumont) ได้ แม้ Star Film สาขาลอนดอนจำต้องลดราคาฟิล์มในสต็อกลง 20% เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ก็ช่วยได้เพียงชะลอวิกฤติออกไป  

ช่วงปี 1910 Star Film เซ็นสัญญากับปาเตเพื่อรับเงินทุนสร้างหนัง แลกกับสิทธิ์จัดจำหน่ายและตัดต่อผลงาน โดยใช้บ้านของเมลิแยสและโรงถ่ายเป็นหลักประกัน เมลิแยสยังคงเดินหน้าสร้างหนังฟอร์มใหญ่ แต่ผลงานยุคหลังของเขาก็ไม่อาจตอบโจทย์ตลาดผู้ชมได้อีกต่อไป จนนำไปสู่การยุติสัญญา เมลิแยสต้องชดใช้หนี้ตามภาระผูกพัน จนสุดท้ายเขาก็ล้มละลาย สูญเสียทั้งบ้านและโรงถ่ายเรือนกระจก เป็นอันยุติอาชีพการทำหนังไปอย่างถาวร โดย Le Voyage de la famille Bourrichon (1913) หรือ ‘การเดินทางของครอบครัวบูริชง’ กลายเป็นหนังเรื่องสุดท้ายในอาชีพผู้กำกับของเขา

ความสูญเสียยังคงถาโถมมาหาเขาไม่หยุดหย่อน เมื่อเออเฌนี ภรรยาคนแรกเสียชีวิตในปี 1913 และการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โรงละครของเขาถูกสั่งปิด ทำให้เขาต้องพาลูกชายอพยพไปอยู่นอกปารีสหลายปี ก่อนที่ในปี 1917 กองทัพฝรั่งเศสได้ยึดเอาโรงถ่ายไปใช้เป็นสถานพยาบาลทหาร ซ้ำร้าย ม้วนฟิล์มของเมลิแยสมากกว่า 400 ม้วนถูกยึดและนำไปหลอมแยกเอาแร่เงิน และเซลลูลอยด์เพื่อนำไปผลิตส้นรองเท้าสำหรับทหาร 

ฉากที่เจ็ด - นักสร้างฝันที่ (เกือบ) ถูกลืม 

หลังอาณาจักรที่เขาสร้างล่มสลาย ชื่อของเมลิแยสค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสาธารณชน จนกระทั่งในปี 1925 เขาได้แต่งงานใหม่กับดาลซี โชคยังดีที่เธอได้รับสิทธิ์สัมปทานร้านขายขนมในสถานีรถไฟมงปาร์นาส ทั้งคู่จึงช่วยกันดูแลร้านขายขนมหวานและของเล่น ชายผู้พาผู้ชมไปโลกพระจันทร์ บัดนี้จึงต้องดิ้นรนด้วยการยืนห่อลูกอมขายของเล่นวันละถึง 14 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด ทั้งในฤดูหนาวอันเย็นยะเยือกและฤดูร้อนที่ระอุดั่งเตาอบ โดยที่ไม่มีใครจดจำอดีตอันยิ่งใหญ่ของเขาได้เลย มีเพียงแต่การวาดภาพเป็นงานอดิเรกแก้เบื่อ ภาพหนึ่งที่เขาวาดขึ้นก็คือภาพล้อตัวเขาเองที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับสถานีรถไฟ 

ฌอร์ฌ เมลิแยส: เขาเคยพาคนทั้งโลกไปดวงจันทร์ ก่อนถูกลืมอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านขนม

จนถึงปี 1926 ‘เลอง ดรูโอต์’ (Léon Druhot) บรรณาธิการวารสารภาพยนตร์ Ciné-Journal ก็ได้พบเขาที่สถานีรถไฟ การค้นพบเมลิแยสทำให้คนในวงการต่างตื่นเต้น พวกเขาช่วยกันจัดงานกาลาขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1929 เพื่อจัดฉายผลงานของเมลิแยสที่ยังเหลือ และร่วมเฉลิมฉลองคุณูปการของเขาต่อวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส เมลิแยสบันทึกความรู้สึกในค่ำคืนนั้นว่าเป็น “หนึ่งในช่วงเวลาอันเจิดจรัสที่สุดในชีวิต”

ปี 1931 เมลิแยสได้รับการประดับเครื่องอิสริยาภรณ์เกียรติยศชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส Légion d’honneur โดยลุยส์ หนึ่งในพี่น้องลูมิแยร์ผู้เคยเป็นแรงบันดาลใจของเขาเป็นผู้มอบ และในปีต่อมา เขากับดาลซีได้ย้ายจากอพาร์ตเมนต์เข้าไปอยู่ในชาโต ดอร์ลี (Château d’Orly) บ้านพักสำหรับบุคลากรในวงการภาพยนตร์ ที่นั่น เขาใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการวาดภาพและให้คำแนะนำกับนักสร้างหนังรุ่นใหม่ ก่อนจากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งเมื่อวันที่ 21 มกราคม ปี 1938 ทิ้งผลงานหนัง 520 เรื่องที่เขาสร้างไว้เป็นมรดก โชคร้ายที่ฟิล์มจำนวนมากต่างสูญหายหรือถูกทำลาย ส่วนที่เหลืออยู่ต่างกระจัดกระจายไปทั่วโลก 

‘มาเดอลีน มัลแต็ต-เมลิแยส’ (Madeleine Malthête-Méliès) หลานสาวของเมลิแยส จึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการออกค้นหาและรวบรวมฟิล์มผลงานของคุณปู่เท่าที่ยังมีเหลืออยู่จากทั่วโลกเพื่อนำมาบูรณะใหม่ หนึ่งในการค้นพบครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1993 เมื่อเธอได้พบกับฟิล์มสำเนา Le Voyage dans la Lune ฉบับลงสีด้วยมือที่หอภาพยนตร์เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปนในสภาพติดกันเป็นก้อน จนต้องใช้เวลานับสิบปีในการบูรณะ ก่อนนำกลับมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2011 พร้อมดนตรีประกอบยุคใหม่จากวงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติฝรั่งเศส Air

“ถ้าเธอเคยสงสัยว่าความฝันเกิดมาจากที่ไหน มองไปรอบ ๆ สิ... ฝันเกิดขึ้นจากที่นี่…” - ปาปาฌอร์ฌ

ชีวิตและการถูกค้นพบอีกครั้งของเมลิแยส กลายมาเป็นแกนกลางของหนังดราม่าผจญภัย Hugo (2011) ของผู้กำกับ ‘มาร์ติน สกอร์เซซี’ (Martin Scorsese) ที่ดัดแปลงจากนิยาย The Invention of Hugo Cabret (2007) ของ ‘ไบรอัน เซลซ์นิก’ (Brian Selznick) โดย ‘เบน คิงสลีย์’ (Ben Kingsley) รับบทเป็นเมลิแยส หรือปาปาฌอร์ฌ พ่อบุญธรรมของอิซาเบล หัวใจของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอชีวิตและผลงานของเมลิแยสผ่านการผจญภัยของตัวละครเด็กกำพร้าทั้งอูโกและอิซาเบลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเรื่องราวการอนุรักษ์ภาพยนตร์ที่สอดคล้องกับบทบาทของสกอร์เซซี ในฐานะผู้ก่อตั้ง The Film Foundation ที่ทำงานบูรณะและรักษาภาพยนตร์เก่ามาตั้งแต่ปี 1990 ด้วย

ฉากสุดท้าย - มรดกของชายผู้เนรมิตความฝัน 

“ในยุคสมัยของเรา จะมีใครเล่าที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากความมหัศจรรย์ โดยปราศจากความฝันแม้แต่เพียงเล็กน้อย ?” - ฌอร์ฌ เมลิแยส 

แม้เมลิแยสจะจากไปนับเกือบศตวรรษแล้ว แต่สิ่งที่เขาคิดค้นและสรรสร้างยังคงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์แทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังไซไฟหรือหนังสั้นที่สร้างขึ้นด้วยสองมือของคนทำหนังเอง และแม้ในอนาคตฉาก แสง เสียง เครื่องแต่งกาย เทคนิคพิเศษ การตัดต่อ บท และการแสดงอาจถูกเนรมิตขึ้นด้วยสมองกลโดยแทบไม่ต้องพึ่งพาแรงกายของมนุษย์อีกต่อไป แต่สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่เมลิแยสทิ้งไว้ คือจินตนาการ ความศรัทธาในเรื่องเล่า และการมีภาษาหนังอันหาญกล้าที่จะสามารถเนรมิตเรื่องเล่าที่เป็นไปไม่ได้ให้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เพราะเมื่อใดที่หนังทุกเรื่องถูกเล่น และกำลังพาผู้ชมออกจากโลกความเป็นจริงไปสู่ดินแดนใหม่ ๆ ไม่ว่ามันจะถูกสร้างขึ้นกล้อง ฟิล์ม เทคนิคพิเศษ หรือปัญญาประดิษฐ์อะไรก็ตาม 

วินาทีนั้นเอง มายากลของเมลิแยสก็ได้เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง และอีกครั้ง

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น