Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

จากไอเดียบนโต๊ะอาหารของผู้กำกับและนักแสดง สู่มหากาพย์ล้างแค้นที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์หนังแอ็กชัน Kill Bill ไม่ใช่แค่เรื่องของดาบ เลือด และการแก้แค้น แต่คือผลลัพธ์ของความหลงใหลในป๊อปคัลเจอร์ การสร้างสรรค์ที่ไร้กรอบ และเบื้องหลังอันเข้มข้นที่แลกมาด้วยทั้งความสำเร็จ ความเจ็บปวด และรอยร้าวของผู้สร้าง ก่อนกลับมาอีกครั้งในฉบับสมบูรณ์ The Whole Bloody Affair

KEY

POINTS

บทความมีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ ‘Kill Bill: Vol. 1’ (2003), ‘Kill Bill: Vol. 2’ (2004) และ ‘Kill Bill: The Whole Bloody Affair’

“การแก้แค้นคืออาหารรสชาติเยี่ยมที่สุดเมื่อตอนมันเย็นแล้ว” - สุภาษิตกลิงคอนโบราณ

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ผู้ชายคนหนึ่ง (Q) และผู้หญิงอีกคน (U) ได้ร่วมกันสร้างหญิงสาวนักฆ่าในชุดแทร็กสูทสีเหลือง ผู้คนต่างรู้จักเธอในฉายานางฟ้าซามูไร แต่การเดินทางของ ‘Kill Bill’ ไม่ได้มีแค่รอยดาบและคราบเลือด แต่มันคือโปรเจกต์ที่แลกมาด้วยลูกบ้า หยาดเหงื่อ และรอยร้าวหลังกล้องที่ทรหดและโหดยิ่งกว่าเนื้อเรื่อง จนมาถึงวันนี้ รอยแค้นทั้งหมดที่กลายเป็นตำนาน ได้ถูกนำมาถักทอร้อยเรียงกันจนกลายมาเป็นมหากาพย์เลือดสาดฉบับม้วนเดียวจบ ที่กำลังจะกลับมาสาดความแค้นอีกครั้งในปีนี้

บทที่ 1: Q & U

ตัวอักษร ‘Q’ หมายถึง ‘เควนทิน ทารันทิโน’ (Quentin Tarantino) ที่ประสบความสำเร็จจากการกำกับหนังเรื่องแรก ‘Reservoir Dogs’ (1992) และเขียนบทหนัง ‘True Romance’ (1993) และ ‘Natural Born Killers’ (1994) จนมาถึงหนังเรื่องที่ 2 เขาได้พบกับนักแสดงสาวตาโต โครงหน้ามีเอกลักษณ์ รูปร่างสูงโปร่ง เจ้าของตัวอักษร ‘U’ ที่หมายถึง ‘อูมา เธอร์แมน’ (Uma Thurman) เวลานั้นเธอเป็นนักแสดงหนังสายอาร์ตเฮาส์ผู้ผ่านบทหลากแบบ แต่เธอกลับรู้สึกหมดไฟ อยากออกจากวงการบันเทิงเต็มที หลังจากหนัง 2 เรื่องก่อนหน้าที่เธอแสดงในปี 1993 ล้มเหลวทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ผู้กำกับจึงเกิดความคิดถึงโปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ที่จะช่วยปลุกไฟให้เธอให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง 

ลิสต์รายชื่อนักแสดงหนังเรื่องที่ 2 ‘Pulp Fiction’ (1994) ของเควนทินไม่มีชื่อของเธอร์แมนปรากฏอยู่เลย แต่เมื่อเขาได้พบเห็นการแสดงของเธอ การนัดกินข้าวพูดคุยจึงเกิดขึ้น เขาประทับใจบุคลิกของเธอที่ตรงกับคาแรกเตอร์ การพูดคุยลากยาวจนต้องไปคุยต่อที่อพาร์ตเมนต์ของเธอร์แมน แต่เมื่อได้ลองอ่านบท หญิงสาววัย 23 ปีกลับรู้สึกขยาดกับเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความรุนแรง หากหนังเรื่องนี้ล้มเหลวอีกหน อาจยิ่งพาให้เส้นทางบันเทิงของเธอยิ่งดิ่งหัวลงหนักกว่าเดิม ทารันทิโนพยายามโน้มน้าวใจเธออย่างหนักอีกหลายครั้ง จนสุดท้ายเธอก็ยอมตกลงรับบทเป็น ‘มีอา วอลเลซ’ 

จนกระทั่งในคืนหนึ่งของปี 1994 ผู้กำกับ Q และนางเอก U รวมทั้งทีมงาน เดินทางไปสังสรรค์ที่บาร์แห่งหนึ่งในกรุงลอนดอนระหว่างเดินสายโปรโมตหนัง Pulp Fiction ในยุโรป ทารันทิโนชวนเธอคุยเรื่องหนังคัลต์ หนังเกรดบี รวมทั้งหนัง Exploitation film หรือหนังต้นทุนต่ำที่เน้นพล็อตโฉ่งฉ่างรุนแรง เขามีไอเดียอยากทำหนัง Exploitation แนวล้างแค้น เขาเห็นภาพของนักฆ่าหญิงที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘สตรีที่อันตรายที่สุดในโลก’ แต่กลับอยู่ในสภาพถูกรุมซ้อมจนสะบักสะบอม เธอร์แมนฟังแล้วคิดต่อ เธอเห็นภาพของนักฆ่าหญิงนอนปางตายอยู่ในสภาพใบหน้าโชกเลือด ก่อนที่เฟรมภาพจะเผยให้เห็นว่าเธอกำลังสวมชุดเจ้าสาวอยู่ และนั่นคือวินาทีที่ตัวละคร ‘The Bride’ ถือกำเนิดขึ้น 

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

เธอร์แมนตั้งชื่อจริงให้เจ้าสาวนักฆ่านิรนามว่า ‘เบียร์ทริกซ์’ (Beatrix) ส่วนทารันทิโนเติมนามสกุลให้ว่า ‘คิดโด’ (Kiddo) ทารันทิโนตื่นเต้นกับธีมนี้จนกลับบ้านไปเขียนบทร่างแรกความยาว 9 หน้า และประทับเครดิตให้เธอร์แมนในฐานะผู้ร่วมคิดคาแรกเตอร์ ตามเครดิตที่เขียนไว้ในหน้าแรกของบทหนังว่า “Based on the character of The Bride created by Q & U”

บทที่ 2: มหากาพย์เจ้าสาวนองเลือด

Pulp Fiction ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ได้ทั้งเงินและกล่อง เธอร์แมนแจ้งเกิดจากบทบาทภรรยาเสน่ห์แรงของมาเฟียใหญ่ ส่วนทารันทิโนคว้ารางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม กลายมาเป็นที่จับตามองของสตูดิโอทั่วฮอลลีวูด แต่แทนที่จะไปต่อกับหนังเรื่องที่ 3 เขาเปิดลิ้นชัก หยิบโปรเจกต์หนังล้างแค้นที่ยังค้างคา ใส่ไอเดียเพิ่มเข้าไปอีกจนได้ดราฟต์ใหม่ความยาว 30 หน้า ทว่าเขียนได้ไม่นาน เขาก็ต้องกลับไปเริ่มโปรเจกต์หนังอาชญากรรมเรื่องใหม่ ‘Jackie Brown’ (1997) แต่หลังจากจบโปรเจกต์ คราวนี้เป็นเขาเองที่เริ่มจะหมดไฟในการกำกับหนัง

เข้าสู่ปี 1998 เขาไม่ได้กำกับหนังอีก แต่ปรับโหมดไปทำงานเขียนบท 3 เรื่องที่ยังค้างอยู่ ทั้ง Kill Bill ที่มีความคืบหน้าทีละน้อย, หนังแหกคุกสไตล์ตะวันตกที่ไม่ได้สร้าง และหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เขากำลังลงมือเขียนอย่างเมามัน ยิ่งขยายกลายเป็นนิยายสงครามที่จบไม่ลง ทีแรก เขามีไอเดียอยากให้ตัวละครเอกมีภารกิจในการเช็กบิลแค้นทหารนาซีภายใต้พล็อตหนังบู๊ลุย ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ยกไอเดียนี้ไปใช้กับ Kill Bill แทน ส่วนบทหนังสงครามเรื่องนั้นต้องใช้เวลาอีกนับศตวรรษ จนกลายมาเป็น ‘Inglourious Basterds’ (2009) ในเวลาต่อมา

หลังห่างหายไปนาน ปี 2000 Q & U ได้พบกันอีกครั้งในงานปาร์ตี้ คราวนี้เธอร์แมนออกปากทวงบทหนังที่เคยคุยกันเอาไว้ ผู้กำกับบอกกับเธอว่าเขายังคงเก็บไว้ ไม่กี่เดือนถัดมา ในงานวันเกิดครบรอบ 30 ปีของเธอร์แมน ทารันทิโนมอบของขวัญเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะรีบกลับไปเขียนบทต่อให้เสร็จภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ ทารันทิโนย้ายไปทำงานเขียนบทที่นิวยอร์ก เขาตัดสินใจหยุดเขียนบทหนังสงคราม ใช้เวลา 18 เดือนค่อย ๆ เขียนบทหนังแก้แค้นด้วยลายมือ บทหนังของเขาไม่เหมือนบทหนังปกติ เพราะเขามักเขียนออกมาในรูปแบบนิยายที่ค่อย ๆ เติมแต่งเรื่องราวเข้ากับอิทธิพลจากสิ่งที่เขาชอบมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหนังซามูไร แอนิเมะญี่ปุ่น, หนังกำลังภายในของ Shaw Brothers, หนังคาวบอยอิตาลี (Spaghetti Western) สไตล์เซอร์จิโอ เลโอเน (Sergio Leone) รวมทั้งหนังเกรดบีที่เคยเรืองรองในช่วงยุค 70s

จากตัวละครที่ถือกำเนิดขึ้นในผับ กลายเป็นมหากาพย์บทหนังพล็อตแก้แค้นความยาวราว 4 ชั่วโมง ความยาว 220 หน้า ความหนาประมาณ 2 นิ้ว มีใบปะหน้าระบุข้อความ “อูมา เธอร์แมน กำลังไปฆ่าบิล” (Uma Thurman is going to KILL BILL.) เป็นบทหนังที่เต็มไปด้วยบทสนทนายาวเหยียดตามสไตล์เขา เพียงแต่กับหนังเรื่องนี้ เขาเลือกที่จะลดทอนบทบาทของบทสนทนา เหลือเพียงข้อความประกาศศักดาตามสไตล์หนังกำลังภายใน เพื่อเปิดทางไปสู่ฉากแอ็กชัน ในขณะที่บทครึ่งหลังคือการเน้นบทพูดเดี่ยว (Monologue) ตามสไตล์หนังคาวบอยเพื่อเผยเบื้องลึกในจิตใจของตัวละครออกมา  

เพื่อให้ตัวละคร The Bride เป็นของเธอร์แมนจริง ๆ ทารันทิโนจึงมักจะปรึกษาบทกับเธออยู่เสมอ ช่วงนั้นเธอกลายเป็นคุณแม่ของลูกสาวคนแรก ‘มายา ฮอว์ก’ (Maya Hawke) ทำให้ทารันทิโนเพิ่มไอเดียที่ให้ The Bride เป็นเจ้าสาวที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นการพลิกเรื่องราวให้ The Bride ไม่ใช่แค่เครื่องจักรสังหารล้างแค้นแก๊ง Deadly Viper Assassination Squad เพื่อความสะใจ แต่เธอคือนางสิงห์ที่ไล่ล่าเพื่อชิงชีวิตและความเป็นแม่ของเธอกลับคืนมา 

เธอร์แมนเล่าถึงช่วงเขียนบทว่า “สิ่งที่น่าทึ่งก็คือการได้เห็นเขาเขียนบทค่ะ เขามักจะโทรหาฉันตอนกลางคืน หรือโทรมาตอนกินอาหารค่ำเพื่ออ่านฉากใหม่ให้ฉันฟัง เขามาหาฉันที่บ้านพักในชนบท นั่งเขียนบทใต้ต้นไม้ แล้ววิ่งเข้ามาอ่านให้ฉันฟังถึงในครัว ฉันเหมือนได้เข้าไปอยู่ในตัวละคร ในระหว่างที่เขาสร้างมันขึ้นมา ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันนานมากก่อนที่จะได้เริ่มถ่ายทำเสียอีก”

บทที่ 3: Vol.1

ปี 2001 สตูดิโอ Miramax ตัดสินใจอนุมัติงบ 40 ล้านเหรียญเพื่อลงมือสร้างหนังล้างแค้นความยาว 3 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เปิดกล้อง เพราะ The Bride หนึ่งเดียวของทารันทิโนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ‘เลวอน ฮอว์ค’ (Levon Hawke) ทีแรก ‘ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน’ (Harvey Weinstein) ผู้บริหารของสตูดิโออยากให้เปลี่ยนนักแสดงคนใหม่ เขากลับไปคิดทบทวน 1 สัปดาห์แบบพอเป็นพิธี เพราะในใจเขารู้ดีว่าไม่มีใครมาแทนที่เธอร์แมนได้ทั้งนั้น เขาจึงเลือกที่จะรอด้วยการสั่งเลื่อนการถ่ายทำออกไป 1 ปีเต็ม ทารันทิโนอธิบายความสัมพันธ์ของเขากับเธอร์แมนเหมือนดังผู้กำกับหนัง ‘โจเซฟ ฟอน สเติร์นเบิร์ก’ (Josef von Sternberg) ที่ส่งให้ ‘มาร์ลีน ดีทริซ’ (Marlene Dietrich) นักแสดงสาวคู่บุญของเขาแจ้งเกิดในยุค 1930 

“ตอนนั้นอูมาตั้งครรภ์ ผมก็เลยคิดว่าจะเอาไงดี จะรอหรือไม่รอดี แต่พูดตรง ๆ ผมไม่มีทางเลือกมากนัก ก็จริงอยู่ นี่คือหนังซามูไรของผม นี่คือหนังนักฆ่าสาวของผม ใช่ นี่คือหนังสปาเกตตีคาวบอยของผม แล้วก็เป็นหนังจากหนังสือการ์ตูนของผมด้วย แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นหนังโจเซฟ ฟอน สเติร์นเบิร์ก ของผมด้วยเหมือนกันนะ และถ้าฟอน สเติร์นเบิร์ก กำลังทำหนัง ‘Morocco’ (1930) แล้วมาร์ลีน ดีทริซ ดันท้องขึ้นมา เขาก็ต้องรอดีทริซสิ!”

1 ปีผ่านไป กองถ่ายก็เริ่มเดินกล้องในเดือนมีนาคม ปี 2002 ทารันทิโนตั้งใจว่าจะถ่ายทำหนังจากบททั้งหมดรวดเดียว และแม้หนังจะไม่ได้ดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา แต่กองถ่ายถ่ายตามลำดับซีเควนซ์ในหนัง ส่วนเธอร์แมนที่เพิ่งคลอดลูกได้ 3 เดือนต้องกลับมาทำการบ้านชุดใหญ่ และด้วยความที่หนังเรื่องนี้คือหนังแอ็กชันเต็มพิกัด เธอและนักแสดงคนอื่น ๆ จึงต้องเข้ารับการฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวและคิวบู๊จากที่ปรึกษาฉากแอ็กชัน ‘หยวนหวู่ปิง’ (Yuen Woo-Ping) ว่าด้วยหลักสูตรการฝึกฝนร่างกาย การใช้ดาบซามูไร วิชากังฟู การต่อสู้ด้วยมีด การใช้สลิง รวมทั้งทักษะภาษาญี่ปุ่นนานถึง 3 เดือน 

การฝึกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะส่วนสูง 181 เซนติเมตรของเธอร์แมนกลายเป็นอุปสรรค และต้องไม่ลืมว่า น้ำหนักของเธอขึ้นมาอีก 30 ปอนด์หลังคลอดลูก “รูปร่างของฉันตรงกันข้ามกับคนที่คิดค้นศิลปะพวกนี้เลย พวกเขาจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ตัวเล็กแต่ล่ำ แต่ฉันสูงตั้ง 5 ฟุต 11 นิ้ว แขนขายาวเก้งก้าง แถมคอยาวตั้งสองฟุต” เมื่อต้องฝึกดาบซามูไร เธอก็พลั้งทำดาบคาตานะน้ำหนัก 10 ปอนด์ฟาดเข้าที่ศีรษะจนเกือบร้องไห้ และเมื่อถ่ายทำจริง เธอกลับรู้สึกไม่มั่นใจในศักยภาพของตัวเอง “ช่วงแรกฉันโกหกตัวเอง ฉันคิดว่าเขาคงรู้แล้วแหละว่าฉันทำไม่ได้ เดี๋ยวตอนถ่ายทำเขาก็คงหาวิธีจัดฉากเอานั่นแหละ”

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

“...ฉันทั้งโดนยิงแสกหน้า โดนข่มขืน โดนซ้อม โดนกระทืบ แถมยังโดนดาบซามูไรฟัน เอาจริง ฉันว่าหนังเรื่องนี้ควรตั้งชื่อว่า ‘Kill Uma’ มากกว่านะ” ในฐานะผู้กำกับ ทารันทิโนไม่มีอะไรแนะนำ Muse ประจำตัวเขาไปมากกว่าให้เธออดทนต่อไป ผลจากการฝึกซ้อมกับหยวนหวู่ปิง ทำให้เธอมองฉากต่อสู้เป็นเหมือนการออกแบบท่าเต้น แต่ทารันทิโนกลับเลือกไม่ใช้สิ่งที่เธอซ้อมมา “พอเธอจำท่าทางได้หมดแล้ว เราก็โยนมันทิ้ง (หัวเราะ) พอถึงคิวที่ต้องถ่ายจริง เราก็เอาแต่ด้นสด ทำอะไรบ้า ๆ ในกองถ่ายตอนนั้นเลย ก็ทำเอาเธอหงุดหงิดอยู่เหมือนกัน”

นอกจากการเตรียมตัวด้านร่างกาย การสร้างตัวละครก็ต้องทำไปพร้อมกัน เธอร์แมนจึงต้องดูหนังตามใบสั่งของทารันทิโน ตั้งแต่หนังแอ็กชันฮ่องกง หนังเกรดบี ไปจนถึงหนังคาวบอย แต่ความยากจริง ๆ ในการรับบทก็คือการรับบทเป็น The Bride เพราะตัวเอกของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นนางเอก เธอไม่ใช่คนอ่อนโยน ไม่ได้เป็นเหยื่อ ไม่ใช่วีรสตรี เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่แก้แค้นเพราะถูกทำลายชีวิตจนย่อยยับ ในฉากเปิดเรื่อง The Bride พลั้งปามีดสังหาร ‘เวนิตา กรีน’ (Copperhead) ต่อหน้าลูกสาว แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะยอมใจอ่อนเพียงเพราะเห็นลูกอยู่ต่อหน้าแม่ ทารันทิโนสร้างตัวละครนี้ให้เป็นเครื่องจักรสังหารที่มีความซับซ้อน และการจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครที่ไล่ฆ่าคนเป็นผักปลาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกส่วนสำคัญที่ทารันทิโนให้ความสำคัญก็คือนักแสดง ที่เขามักเลือกจากความเชื่อมโยงกับป๊อปคัลเจอร์ที่เขาชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น ‘แดริล ฮันนาห์’ (Daryl Hannah) เจ้าของบทนักฆ่าตาเดียว ‘แอล ไดร์เวอร์’ (California Mountain Snake) ที่เขามองว่าเธอมีลักษณะทางกายภาพทั้งส่วนสูงและผมบลอนด์ใกล้เคียงกับเธอร์แมน และ ‘ซอนนี ชิบะ’ (Sonny Chiba) ที่ทารันทิโนชื่นชอบผลงานมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาได้รับบทเป็น ‘ฮัตโตริ ฮันโซ’ เพราะว่าเคยรับบทชื่อเดียวกันนี้ในซีรีส์ญี่ปุ่น ‘Shadow Warriors’ เขาจึงตั้งใจให้ชิบะใน Kill Bill รับบทเป็นฮัตโตริ ฮันโซ รุ่นที่ 100 หรือแม้แต่ ‘ชิอากิ คุริยามะ’ (Chiaki Kuriyama) ที่ได้รับบทเป็นสาวน้อยลูกตุ้มหนาม ‘โกโก ยูบาริ’ เพราะทารันทิโนเห็นเธอในหนังญี่ปุ่น ‘Battle Royale’ (2000) ที่เขาชอบมาก ๆ

และตัวละครที่สำคัญของภาคนี้ก็คงหนีไม่พ้น ‘โอเรน อิชิอิ’ (Cottonmouth) ลาสต์บอสของภาคนี้ แต่เดิมทารันทิโนอยากได้นักแสดงชาวญี่ปุ่น แต่หลังจากเห็นการแสดงของ ‘ลูซี หลิว’ (Lucy Liu) ในหนัง ‘Shanghai Noon’ (2000) เขาจึงเปลี่ยนบทให้โอเรน อิชิอิ เป็นชาวเอเชียน-อเมริกันเชื้อสายอเมริกัน-จีน-ญี่ปุ่นแทน เพื่อถ่ายทอดปูมหลังที่เต็มไปด้วยความแค้น ทารันทิโนเลือกให้สตูดิโอ Production I.G. จากญี่ปุ่น ถ่ายทอดความรุนแรงผ่านแอนิเมชันความยาว 7 นาที โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังอินเดีย ‘Aalavandhan’ (2001) เนื่องจากฉากนี้เป็นฉากความรุนแรงที่ใช้งบสูง และอาจเสี่ยงถูกเซนเซอร์หากต้องถ่ายฉากคนแสดง จนกลายมาเป็น ‘The Origin of O-Ren’ ที่ใช้เวลาวาดมือยาวนานกว่า 1 ปีเต็ม 

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

ซีนที่ใหญ่ที่สุดในภาคนี้ คงหนีไม่พ้นฉากไคลแม็กซ์ความยาว 20 นาทีที่ The Bride ในชุดวอร์มสีเหลืองแถบดำที่อิงมาจากชุดของ ‘บรูซ ลี’ (Bruce Lee) ในหนัง ‘Game of Death’ (1978) ลุยเดี่ยวเข้าปะทะกับแก๊ง 88 คนคลั่ง (Crazy 88) ปะทะกับโกโก ยูบาริ ก่อนจะออกไปยังสวนเพื่อดวลดาบกับโอเรน อิชิอิ ในภัตตาคาร The House of Blue Leaves ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านอิซากายะชื่อ Gonpachi ในโตเกียว แต่สร้างขึ้นในสตูดิโอที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน 

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

ความท้าทายของฉากนี้คือ เป็นฉากแอ็กชันเต็มรูปแบบครั้งแรกของทารันทิโน นอกจากจะเต็มไปด้วยความซับซ้อนทั้งฉาก เนื้อเรื่อง ซีนบู๊ มุมกล้อง ฯลฯ ลึก ๆ แล้วมันคือการตอบสนองความต้องการจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง รวมทั้งการผสมผสาน Practical Effect แบบหนังกำลังภายในและหนังซามูไรยุค 70s ในแบบที่เขาชื่นชอบ โดยพึ่งพา CGI ให้น้อยที่สุด เทคนิคหนึ่งที่นำมาใช้คือการใช้ถุงยางอนามัยใส่เลือดปลอมเพื่อให้เลือดดูพุ่งกระฉูด หนังทั้ง 2 ภาคใช้เลือดปลอมรวม 450 แกลลอน เฉพาะฉากนี้ใช้เลือดปลอมไปร่วม 100 แกลลอน

“ตอนผมเพิ่งเริ่มต้นอาชีพ ผมเห็นผู้กำกับฉากแอ็กชันที่เก่งกาจ สำหรับผมแล้วพวกเขาคือผู้กำกับตัวจริง นั่นคือภาพยนตร์ที่แท้จริง ผมเลยอยากจะทดสอบตัวเองว่าผมเก่งแค่ไหน ผมอยากจะก้าวข้ามความสามารถของตัวเองเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงกว่าเดิม ผมอยากให้ Kill Bill มีฉากต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมเหมือนฉากฝูงเฮลิคอปเตอร์จู่โจมใน ‘Apocalypse Now’ (1979) ไม่งั้นก็ถือว่าผมล้มเหลว ถ้ามันไม่ออกมาเจ๋งสุด ๆ แสดงว่าผมยังไม่เก่งอย่างที่คิด”

มันกลายเป็นงานที่ยากเกินจินตนาการของผู้กำกับ เขาพยายามลองผิดลองถูก เรียนรู้หน้างานไปด้วย จนทำให้จากกำหนดเดิม 2 สัปดาห์ ลากยาวเป็น 8 สัปดาห์ มันนานยิ่งกว่าตอนทำ Pulp Fiction ทั้งเรื่องเสียอีก งบบานปลายจนสตูดิโอเริ่มไล่บี้อย่างหนัก แต่ผลที่ได้ก็สมใจผู้กำกับ เขาเนรมิตฉากบู๊ออกมาได้แปลกตาและรุนแรงจนถึงขั้นต้องย้อมขาวดำเพื่อหลีกเลี่ยงเรตจำกัดผู้ชม (NC-17) ซึ่งให้อารมณ์เหมือนหนังย้อนยุคเข้าไปอีก 

ความทุ่มเทของทีมงานทุกฝ่าย ทำให้หนังเรื่องนี้กลายมาเป็นฉากจำของผู้ชมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน ดังเช่นที่เธอร์แมนกล่าว “ตอนที่ฉันเดินออกมาจากฉากพร้อมกับดาบ เนื้อตัวเปรอะเลือดโชกทั้งตัว มีทีมงานคิวบู๊อยู่เบื้องหลัง ฉันถึงกับนั่งลงไปคุกเข่ากับพื้น แล้วฉันก็คิดได้ว่า ฉันเพิ่งได้มีส่วนร่วมสร้างบางอย่างที่จะแหกทุกกฎเกณฑ์ของวงการภาพยนตร์ ฉันกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

บทที่ 4: Vol.2 

“การแก้แค้น มันไม่ได้เป็นเส้นทางตรง มันคดเคี้ยวดังผืนป่า และเฉกเช่นป่า มันง่ายที่จะเดินหลงทาง และหลงลืมแม้กระทั่งว่าก้าวเข้ามาจากทางไหน…” - ฮัตโตริ ฮันโซ

จากสีสันเลือดสาดแบบตะวันออก ‘เบียร์ทริกซ์’ อดีตนักฆ่าสมญานาม ‘Black Mamba’ เดินทางไปขีดฆ่าบัญชีแค้น 3 รายชื่อที่เหลือในสไตล์คาวบอยตะวันตก คราวนี้ไม่ใช่แค่การแก้แค้น เพราะตัวละครทุกตัวล้วนแล้วแต่มีความโยงใยลึกซึ้ง ‘บัด’ (Sidewinder) เป็นน้องชายของ ‘บิล’ ‘แอล’ เป็นคนรักใหม่ของบิล ‘ไป่เม่ย’ เป็นอาจารย์ของบิล เบียร์ทริกซ์ และแอล ส่วนบิลคืออดีตคนรักผู้บงการให้เบียร์ทริกซ์นอนเป็นผักไปถึง 4 ปี และเป็นพ่อแท้ ๆ ของ ‘บีบี’ ลูกสาวในครรภ์ที่เบียร์ทริกซ์คิดว่าตายไปแล้ว ตัวหนังเปลี่ยนทิศทางจากบทสนทนาเบียว ๆ ไปสู่การนำเสนอมิติอันซับซ้อนของตัวละคร ดังเช่นที่ทารันทิโนให้จำกัดความไว้ว่า หาก Vol.1 คือคำถาม Vol.2 ก็คือคำตอบของคำถามทั้งหมด

ตัวละครที่เป็นศูนย์กลางในภาคนี้ก็คือบิล หัวหน้าแก๊งนักฆ่าเจ้าของสมญานาม ‘หมองู’ (Snake Charmer) ที่ปกปิดตัวเองในภาคแรก ตอนเขียนบท ทารันทิโนคิดถึง ‘วอร์เรน บีตตี’ (Warren Beatty) ในมาดนักฆ่าเจ้าเสน่ห์คล้าย ‘เจมส์ บอนด์’ แต่บีตตีปฏิเสธเพราะไม่อยากห่างครอบครัวไปถ่ายทำที่จีนนาน ๆ เขาจึงแนะนำ ‘เดวิด คาร์ราดีน’ (David Carradine) มาแสดงแทน ทารันทิโนปรับบทบิลใหม่โดยอิงจากบุคลิกและผลงานซีรีส์ ‘Kung Fu’ (1972–1975) ผลงานเอกของคาร์ราดีนในอดีต

บิลไม่ใช่แค่หัวหน้านักฆ่า แต่เขาคือผลพวงจากความแค้นที่ถูกเบียร์ทริกซ์ คนที่เขาเป็นให้ทุกอย่างทั้งหัวหน้า พ่อ ครู และคนรักหักหลัง หลังเบียร์ทริกซ์ล้างมือจากวงการเพราะไม่อยากให้ลูกอยู่ในวงจรนักฆ่า บิลจึงใจสลาย และยิ่งแค้นหนักเมื่อเธอหนีไปแต่งงานใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘อาร์ลีน พลิมพ์ตัน’ เขาจึงยกแก๊งตามไปชำระแค้นเธอถึงที่โบสถ์ทูไพน์ระหว่างซ้อมพิธีแต่งงาน เพราะเขาเชื่อว่านักฆ่ายังไงก็เป็นนักฆ่า เหมือนซูเปอร์แมนที่เกิดมาเป็นซูเปอร์แมน ไม่มีวันหลีกหนีตัวตนได้พ้น

อีกบทบาทที่โดดเด่นในภาคนี้ก็คือปรมาจารย์ไป่เม่ย ที่นำแสดงโดย ‘หลิวเจียฮุย’ (Gordon Liu) ทารันทิโนได้ต้นแบบมาจากนักพรตคิ้วขาว วายร้ายในหนังกำลังภายใน ตอนแรกหยวนหวู่ปิงผู้ออกแบบคิวบู๊จะได้เล่นบทนี้เอง แต่ด้วยตารางเวลาไม่พร้อม ทารันทิโนจึงมีไอเดียว่าเขาจะเล่นบทนี้เอง แต่สุดท้ายก็เลือกหลิวเจียฮุยที่เคยแสดงเป็น ‘จอห์นนี โม’ สมาชิก Crazy 88 ใน ผู้สวมหน้ากากดำใน Vol.1 มารับบท แล้วทารันทิโนจะพากย์อังกฤษทับแบบไม่ตรงปากเพื่อเลียนแบบหนังพากย์เสียงยุคเก่า แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ และปล่อยให้หลิวเจียฮุยพูดภาษากวางตุ้งด้วยเสียงของตัวเองแบบปกติ 

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

แม้ความคิดเห็นจะไม่ตรงกันบ้าง แต่การทำงานระหว่าง Q & U ก็นับว่าราบรื่น ทั้งคู่มักปรึกษาและเสนอความคิดเห็นเสมอในระหว่างถ่ายทำ หากมีไอเดียไหนเข้าท่า ทารันทิโนก็พร้อมจะรับฟัง เขายกให้เธอร์แมนเป็นศูนย์กลางของจินตนาการและวิสัยทัศน์อยู่เสมอ เขายกย่องเธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังเรื่องนี้ จนถึงขั้นเคยกล่าวว่า “ถ้าพ่อของอูมาไม่เคยพบกับแม่ของเธอ ก็คงจะไม่มี Kill Bill บนโลกใบนี้…”

แต่สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ทั้งคู่เกิดรอยร้าวฉานครั้งใหญ่ เหตุการณ์เกิดขึ้น 4 วันก่อนปิดกล้อง Vol.2 ที่เม็กซิโก กองถ่ายกำลังถ่ายฉากที่เบียร์ทริกซ์ขับรถสปอร์ตเปิดประทุนสีฟ้า Volkswagen Karmann Ghia ที่มีกล้องติดอยู่ด้านหลัง เธอร์แมนเห็นสภาพถนนเป็นดินลูกรังปนทราย รวมทั้งไม่มั่นใจในสภาพรถ ทีมงานเตือนเธอว่ารถคันนี้เคยถูกดัดแปลงจากเกียร์ธรรมดาเป็นเกียร์อัตโนมัติมาก่อน รวมทั้งน็อตที่เบาะบางจุดขันไม่แน่น เธอจึงขอให้สตันท์แมนขับรถในฉากนี้แทน 

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

แต่ทารันทิโนกลับยืนกรานให้เธอขับด้วยตัวเอง และต้องขับให้ได้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 40 ไมล์ต่อชั่วโมงเพื่อให้ผมของเธอปลิวตามทิศทางที่ต้องการ เขารับรองกึ่งกดดันว่าไม่น่าจะอันตรายเพราะเป็นเส้นทางตรง ซ้ำร้าย เขายังสั่งเปลี่ยนเส้นทางในวินาทีสุดท้ายโดยที่ยังไม่ได้ทดสอบถนนโดยที่ไม่รู้ว่ามีโค้งรูปตัว S อยู่ด้านหน้า เธอร์แมนขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รถจะสะบัด เสียการควบคุม พุ่งชนต้นไม้ข้างทางอย่างรุนแรง เธอเอื้อมไปจับศีรษะทันที หายใจเหนื่อย อุบัติเหตุส่งผลกระทบหลายจุด แต่ที่หนักคือคอและหัวเข่า เพราะอาการบาดเจ็บยังคงเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นพวงมาลัยอยู่ตรงท้องของฉัน และขาก็ติดอยู่ในรถ ฉันรู้สึกเจ็บมาก ๆ แล้วก็คิดว่า พระเจ้า ฉันคงกลับไปเดินไม่ได้แล้วแน่ ๆ สภาพตอนที่ฉันกลับมาจากโรงพยาบาล ต้องใส่เฝือกคอ หัวเข่าบาดเจ็บ มีรอยฟกช้ำใหญ่ที่หัว และมีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง ฉันเสียใจมาก ตอนนั้นฉันกับเควนทินทะเลาะกันหนักมาก ฉันกล่าวหาว่าเขาพยายามจะฆ่าฉัน เขาโกรธมาก ซึ่งฉันก็เข้าใจได้เพราะเขารู้สึกว่าไม่ได้จะพยายามฆ่าฉัน”

แม้จุดเริ่มต้นความร้าวฉานจะมาจากอุบัติเหตุ แต่ในรอยร้าวกลับมีเบื้องหลังที่ร้าวลึกกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 1994 ไวน์สตีนเคยล่วงละเมิดทางเพศเธอร์แมนถึง 2 ครั้ง เมื่อทารันทิโนทราบเรื่อง จึงบังคับให้ไวน์สตีนขอโทษเธอเพื่อแลกกับการร่วมงานใน Kill Bill จนหลังเกิดอุบัติเหตุในกองถ่าย เธอร์แมนติดต่อขอฟุตเทจที่บันทึกภาพอุบัติเหตุเอาไว้ แต่ Miramax กลับยื่นข้อเสนอว่าจะยอมให้ก็ต่อเมื่อเซ็นเอกสารสละสิทธิ์การฟ้องร้อง เหตุครั้งนั้นจุดชนวนให้ทารันทิโนและเธอร์แมนมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง และห่างเหินกันไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนเมื่อ Vol. 2 เข้าฉาย ทั้งคู่เริ่มกลับมาโปรโมตหนังและได้พูดคุยเปิดใจ และตกลงจะช่วยกันค้นหาฟุตเทจเจ้าปัญหาเพื่อแฉไวน์สตีนที่กำลังฉาวโฉ่จากกระแส #MeToo 

ปี 2018 เธอร์แมนให้สัมภาษณ์กับ The New York Times เพื่อเปิดใจเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระบวนการปกปิดหลักฐาน และพฤติกรรมการถ่ายทำของทารันทิโนที่รุนแรงกับเธอด้วยตัวเอง ทั้งฉากใช้โซ่รัดคอ (ใน Vol.1) และฉากถ่มน้ำลายรดหน้า (ใน Vol.2) จนในที่สุด ทีมงานของทารันทิโนก็ค้นพบฟุตเทจเจ้าปัญหา เธอร์แมนนำคลิปไปโพสต์ใน Instagram เพื่อแฉพฤติกรรมของไวน์สตีน และยกย่องความกล้าของทารันทิโนในการส่งมอบหลักฐาน ส่วนผู้กำกับได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจว่าเป็นความเสียใจที่สุดของเขาทั้งในชีวิตและอาชีพการงาน ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมา เธอร์แมนให้สัมภาษณ์ว่าเธอได้ให้อภัยทารันทิโนแล้ว และพร้อมกลับมาร่วมงานอีกครั้งหากมีบทหนังดี ๆ ให้เธอแสดง

Kill Bill: The Whole Bloody Affair เจ้าสาว คาวเลือด และมหากาพย์แห่งการแก้แค้น

หลังจากถ่ายทำฉากสุดท้ายที่เบียร์ทริกซ์ไปพบกับ ‘เอสเตบัน เบยาโฮ’ พ่อเล้าคุมซ่องในเม็กซิโก กองถ่ายก็ปิดกล้อง ใช้เวลาถ่ายทำ 155 วัน ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม 3 เดือน ใช้ทุนสร้างเกินงบจากแต่เดิมที่วางไว้ 40 ล้านเหรียญ กลายเป็น 2 ภาค 60 ล้านเหรียญ ปัญหาใหญ่อีกอย่างคือฟุตเทจปริมาณมหาศาล ตอนแรกทารันทิโนคิดว่าจะตัดหนังออกมาให้ได้ 3 ชั่วโมง แต่เขาไม่อยากตัดฉากดี ๆ ที่เขาอุตส่าห์ถ่ายมาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ทางออกที่ไวน์สตีนแนะนำก็คือการแบ่งภาพยนตร์ออกเป็น 2 ภาค ทารันทิโนใช้เวลาคิดเพียง 45 นาทีก็ตอบตกลง หนังไตเติลเดียวกันจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ภาคนับตั้งแต่นั้น 

Kill Bill: Vol.1 เข้าฉายเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี 2003 และ Vol.2 เข้าฉายตามหลังใน 7 เดือนต่อมา ทำรายได้รวมทั้ง 2 ภาครวม 333 ล้านเหรียญ 2 นักแสดงนำทั้งเธอร์แมนและคาร์ราดีนได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ กลายเป็นหนังที่ส่งให้เธอร์แมนกลายเป็นที่รู้จัก ผลักดันให้คาร์ราดีนกลับมาโดดเด่นในวงการอีกครั้ง และเป็นหนังที่ทำให้โลกรู้จักกับทารันทิโน ในฐานะผู้กำกับจอมระห่ำแถวหน้าของวงการ และปฏิเสธไม่ได้ว่าความดังของ Kill Bill ยังส่งอิทธิพลต่อป๊อปคัลเจอร์ยุคเก่าที่ย้อนกลับมาฮิตในยุคมิลเลนเนียมอีกมากมาย ทั้งชุดวอร์มสีเหลืองของบรูซ ลี รองเท้า Onitsuka Tiger สีเหลืองคาดดำ บรรดาเพลงและสกอร์หนังเก่าที่กลับมาฮิต และ Vibe แบบ Kill Bill ที่ยังคงถูกหยิบไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในสื่อและงานสร้างสรรค์อีกมากมายจนถึงปัจจุบัน    

เอกลักษณ์ของ Kill Bill ที่ไม่มีใครเหมือนก็คือความเป็น ‘พาสทีช’ (Pastiche) หรือการหยิบยืมเอกลักษณ์จากผลงานคนอื่นมาตีความใหม่เพื่อการสดุดี เขานำเอาความชอบที่ดูไม่เข้าพวกมารวมเป็นเนื้อเดียว ทั้งหนังเกรดบี หนัง Exploitation วัฒนธรรมหนังควบ (Double Feature) โรงหนัง Grindhouse ที่นิยมในสหรัฐอเมริกายุค 70s ตัวละครแอนติฮีโร่แบบ Spaghetti Western, จังหวะกระชากซูม (Crash Zoom) แบบหนัง Shaw Brothers, วิถีบูชิโดแบบซามูไร หรือแม้แต่ประโยคเปิดที่ขโมยมาจากหนังไซไฟ ‘Star Trek II Wrath of Khan’ (1982) แบบหน้าตาเฉย 

คาร์ราดีนอธิบายถึงสไตล์ Pastiche ของทารันทิโนที่มักถูกนักวิจารณ์กล่าวหาว่าชอบลอกเลียนหนังของคนอื่นไว้ว่า “เควนทินเป็นเหมือนเชฟชั้นยอด เขาเอาวัตถุดิบทั่วไปที่หาได้จากในสวนของทุกคนมากองรวมกัน แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นงานเลี้ยงสุดอลังการ เขาเริ่มต้นจากวัตถุดิบธรรมดา ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมันก็อร่อยมากอย่างน่าเหลือเชื่อ”

บทที่ 5: มหากาพย์เลือดฉบับสมบูรณ์

หลังแยกจากกัน 23 ปี มหากาพย์ล้างแค้นของ The Bride ได้มาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ในชื่อ ‘Kill Bill: The Whole Bloody Affair’ หรือ ‘นางฟ้าซามูไร มหากาพย์เลือดฉบับสมบูรณ์’ ซึ่งเป็นการถักทอเรื่องราวให้กลายเป็นมหากาพย์ที่ตรงตามวิสัยทัศน์ของทารันทิโน หนังฉบับนี้เคยฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2006 และนำกลับมาฉายในโรงหนัง New Beverly Cinema ของทารันทิโนเองในปี 2011 ในรูปแบบฟิล์ม 35 มม. โดยหนังฉบับพิเศษนี้จะมีความยาวรวมกว่า 275 นาที (4 ชั่วโมง 35 นาที) พร้อมช่วงพักครึ่ง (Intermission) ประมาณ 15 นาที 

Kill Bill ฉบับความยาว 4 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่เอาทั้ง 2 ภาคมาต่อกันเฉย ๆ แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดที่เพิ่มเรตความโหด และเชื่อมอารมณ์หนังให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียว อาทิ เปลี่ยนข้อความเปิดเรื่องอุทิศให้ ‘คินจิ ฟุคาซากุ’ (Kinji Fukasaku) ผู้กำกับหนัง ‘Battle Royale’ ผู้ล่วงลับ, ตัดการเฉลยเรื่องลูกที่เป็นปมเรื่องใน Vol.1, เปลี่ยนฉาก House of Blue Leaves จากขาวดำเป็นภาพสีแบบเดียวกับที่เคยฉายเฉพาะในญี่ปุ่น, เพิ่มฉากแก้แค้นในแอนิเมะปูมหลังของโอเรน อิชิอิที่เคยถูกตัดออกไปในเวอร์ชันปกติจากเดิมอีก 7 นาที, ตัดฉากพูดเกริ่นของเบียร์ทริกซ์ตอนขับรถ, เพิ่มฉากโซฟี ฟาตาลถูกตัดแขนทั้งสองข้าง (จากฉบับปกติที่ถูกตัดแขนข้างเดียว) 

รวมทั้งแอนิเมชันพิเศษ ‘Yuki’s Revenge’ เล่าเรื่องการปะทะระหว่าง The Bride กับ ‘ยูกิ ยูบาริ’ น้องสาวของโกโก ผลิตโดย Epic Games และ The Third Floor ด้วยเทคโนโลยี Unreal Engine 5 โดยเธอร์แมนกลับมาพากย์เสียง The Bride และทารันทิโนพากย์เสียงบิลแทนคาร์ราดีน เปิดตัวในเกม Fortnite ปี 2025 และนำมาฉายหลังเครดิตในบางประเทศ

Kill Bill ไม่ใช่แค่หนังบู๊ล้างแค้น แต่เป็นบทพิสูจน์ของการผสมผสานป็อปคัลเจอร์ และการแผ้วถางภาพลักษณ์ใหม่ของหนังแอ็กชันที่นำแสดงโดยผู้หญิงในฮอลลีวูด การกลับมาในฉบับ 4 ชั่วโมงนี้เป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์ของผู้กำกับหนุ่มและแรงบันดาลใจของนางเอกสาวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตอกย้ำให้เห็นชัดว่า ณ เวลานี้ มหากาพย์รอยแค้นของนางฟ้าซามูไรกลายมาเป็นตำนานในแบบที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครกล้าเหมือน

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น 

ภาพ: เว็บไซต์ lionsgate.com และ Miramax

 

อ้างอิง:

     Carradine, David. The Kill Bill Diary: The Making of a Tarantino Classic as Seen Through the Eyes of a Screen Legend. Bloomsbury Publishing, 2006.

     กองบรรณาธิการสตาร์พิคส์. Starpics Special Director Cut's Edition Quentin Tarantino. สตาร์พิคส์, 2562.

     "Interview: Quentin Tarantino and Uma Thurman." IGN, http://www.ign.com/articles/2004/04/13/interview-quentin-tarantino-and-uma-thurman. Accessed 10 July 2026.

"Kill Bill Behind-the-Scenes Facts." Screen Rant, https://screenrant.com/tarantinos-kill-bill-behind-the-scenes-facts/. Accessed 10 July 2026.

     "New Review: Kill Bill – The Whole Bloody Affair." The Quentin Tarantino Archives, https://www.tarantino.info/2026/04/new-review-kill-bill-the-whole-bloody-affair/. Accessed 10 July 2026.

     "Pulp Fiction Inspired Kill Bill." Collider, https://collider.com/pulp-fiction-inspired-kill-bill/. Accessed 10 July 2026.

     "The Tao of Uma." Time, http://time.com/archive/6669654/the-tao-of-uma/. Accessed 10 July 2026.

     "This Is Why Uma Thurman Is Angry." The New York Times, 3 Feb. 2018, https://www.nytimes.com/2018/02/03/opinion/sunday/this-is-why-uma-thurman-is-angry.html.

     "Uma Thurman and Quentin Tarantino Interview." BBC Films, https://www.bbc.co.uk/films/2003/10/06/quentin_tarantino_kill_bill_volume1_interview.shtml. Accessed 10 July 2026.

     "Vanity Fair: Quentin Tarantino." Vanity Fair, https://www.vanityfair.com/news/2003/10/tarantino200310. Accessed 10 July 2026.

     "Why Pulp Fiction's Dinner Scene Mirrored Quentin Tarantino & Uma Thurman's First Meeting." /Film, https://www.slashfilm.com/1234994/pulp-fictions-dinner-scene-mirrored-quentin-tarantino-uma-thurmans-first-meeting/. Accessed 10 July 2026.

     "Kill Bill: Volume 1 Q&A with Quentin Tarantino and Uma Thurman." YouTube, uploaded by Miramax, https://youtu.be/wCZGbx-7GMk. Accessed 10 July 2026.

     "Kill Bill Retrospective." YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=4EbFk66V0_c. Accessed 10 July 2026.

     "Kill Bill Analysis." YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=QO_BgT7QGB0. Accessed 10 July 2026.