19 ส.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“โลกกว้าง กว้าง ไกล ไกล
ถ้าใจอยากไปต้องไขว่คว้ามา
คิดมากอาจจะช้าเกินไป…”
ย้อนกลับไปราวสามสิบปีก่อน ช่วงเวลาของสิ่งที่ในปัจจุบันนี้เราจะนิยามมันว่าเป็นยุค 90s ทุกวันเสาร์สิบเอ็ดโมงเช้าเราย่อมได้ยินเสียงเพลงอินโทรรายการจาก Silly Fools ที่กล่าวถึง ‘โลกกว้าง’ ชักชวนให้เราไป ‘ไขว่คว้า’ เพราะหากว่าคิดมากเราอาจจะ ‘ช้าเกินไป’ อันเป็นเสียงอินโทรของรายการ ‘Teen Talk’ ที่ชวนวัยรุ่น มาคุยเรื่องของวัยรุ่น ด้วยภาษาของวัยรุ่น และด้วยพิธีกรวัยรุ่น ที่เราจดจำเขาในฐานะศาสดาของจิตวิญญาณอิสระในทุกวันนี้
คงไม่ต้องกล่าวอีกแล้วว่าอิทธิพลของ ‘เรย์ แม๊คโดนัลด์’ ที่มีต่อมนุษย์ยุค 90 เป็นต้นมานั้นทรงพลังมากเพียงไหน ทั้งการเดินทาง วิถีชีวิต และการมองโลกของเขาคนนี้ได้กลายเป็นไฟแห่งแรงบันดาลใจที่ชวนให้เราต่างมองย้อนกลับมาในตัวเองเสมอที่จะลุกขึ้นและออกไปทำอะไรสักอย่างดังที่หัวใจต้องการอย่างแท้จริง และไม่ปล่อยให้ความกลัวหรือความไม่แน่นอนพัดพาตัวเราเองไปตามสายธารของความคุ้นเคย เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะมีโอกาสลืมตาและออกไปทำมันถึงเมื่อไหร่
การจากไปของ เรย์ แม๊คโดนัลด์ ย้ำเตือนให้เราหวนกลับมามองความเปราะบางและจำกัดของชีวิต เพราะใครกันที่จะสามารถหยั่งรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึงหรือไม่ แต่ในเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ การพยายามค้นหาคำตอบอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปเสียเวลาทำ เพราะสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการคิดต่อมากกว่า ว่าชีวิตของเราไม่มีวันพรุ่งนี้ เราจะต้องเสียดายอะไรอีกหรือเปล่า เรากล่าวได้หรือยังว่าเราได้ใช้ชีวิตอย่าง ‘คุ้มค่า’ แล้ว?
ตลอดเส้นทางการเดินทางของเรย์ แม๊คโดนัลด์ ได้ชวนให้เรามองโลกในแบบที่แตกต่างออกไป ชวนให้มองชีวิตในแบบที่สัตย์จริงต่อจิตวิญญาณของเรามากกว่าที่เคยเป็น แม้พี่เรย์ของเราได้ออกเดินทางต่อแล้ว แต่รอยเท้าที่เขาผู้นี้ได้ฝากเอาไว้ในโลกของเรา จะทำให้เราย้อนมองตัวเองแล้วเห็นอะไรเพิ่มขึ้นอีกบ้าง?
ฃคอลัมน์ The Hidden Dilemma แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ‘เรย์ แม๊คโดนัลด์’ และขอชวนรำลึกถึงปรัชญาชีวิตที่ตัวของเขาได้ฝากเอาไว้ในหัวใจของเราทุกคน
“ทุกวันมันเหมือนเป็นวันเดียวกัน แต่มันไม่มีวันไหนที่จำเจ”
— เรย์ แม๊คโดนัลด์ เขียนใน Cultured Creatures
“แค่ใช้ชีวิตก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว จะให้ไปทำอะไรอีก”
— เรย์ แม๊คโดนัลด์ ในบท ‘พิสิทธิ์’ จาก ‘หนีตามกาลิเลโอ’
เป้าหมายชีวิตของใครแต่ละคนย่อมมีอะไรที่แตกต่างกันออกไป เราไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายในการใช้ชีวิตเป็นการต้องการจะแบกเป้บุกป่าฝ่าดินไปตะลุยโลกแบบพี่เรย์ก็ได้ แต่ใครทุกคนก็ย่อมมีความฝันและความหมายในแบบที่ต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครเหล่านั้นต้องการจะนิยามมันว่าอะไร
แต่ก่อนจะกล่าวไปถึงการนิยาม สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ก็คือการค้นหามันให้พบ หรือแม้แต่ถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เราได้นิยามไปนั้นสัมพันธ์กับความต้องการภายในจิตใจของเราอย่างแท้จริงหรือเปล่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายที่เราวางไว้คือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ใครสักคนหยิบมาวางเอาไว้บนบ่า? การจะหาคำตอบได้นั้น การมองลึกเข้าไปในตัวเอง พาตัวเองเดินทางไปในอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล และรู้จักกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็อาจพาเราไปพบกับคำตอบนั้นได้
แต่เมื่อพบคำตอบแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพียงพอแล้ว คำตอบก็คงหนีไปไหนไม่ไกลจากมาตรวัดของตัวเราเอง หากว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราจะสามารถกล่าวได้หรือยังว่าสิ่งที่เป็นไปอยู่ ณ ขณะนี้ เราจะมองกลับมาด้วยความรู้สึกว่า ‘คุ้ม’ แล้ว ว่าเราได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าดังที่หวังเอาไว้ในหัวใจแล้ว
ซึ่งการคุ้มค่าที่ว่านั้นอาจไม่ได้มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด แต่ความคุ้มค่าในความหมายที่ว่า คุ้มค่าแล้วที่ได้ไล่ล่าความฝันและไม่ยำเกรงต่อความไม่แน่นอน เพราะเพียงแค่ได้กล้าเดินหน้าไปหามัน เพียงเท่านั้นก็อาจทำให้เราไม่ต้องเสียดายอะไรอีกเมื่อมองย้อนกลับมา
แน่นอนว่าพี่เรย์คงมีเรื่องอีกมากที่ตัวของเขาเสียดายและต้องการจะทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตกับครอบครัว การสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ ๆ หรือแม้แต่การเดินทางไปแห่งหนถัดไป แต่จากสายตาคนนอกอย่างเรามองเข้าไป ทำไมชายอายุ 49 ปีคนนี้ถึงได้มีชีวิตที่ถูกใช้อย่าง ‘คุ้มค่า’ เหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อย่างน้อย ๆ ชีวิตของพี่เรย์ก็ได้ช่วยต่อไฟให้คนอีกมากมายทวงถามถึงความหมายเข้าไปในตัวเองว่าเขาเหล่านั้นต้องการอะไรกันแน่ และจุดไฟให้เขาพวกนั้นกล้าออกไปคว้ามันเสียที
“เวลาที่ดีที่สุดมันไม่มีอยู่จริง”
— เรย์ แม๊คโดนัลด์ ให้สัมภาษณ์กับ sanook
ครั้งหนึ่งพี่เรย์เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร a day ไว้ว่าคนหนุ่มคนสาวสมควรที่จะออกไปเห็นโลกถ้ามีโอกาส เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น เราทุกคนต่างก็เข้าใจในความจริงข้อนี้ดี แต้คำถามสำคัญที่สุดในการเดินหน้าบรรลุฝันข้อนี้ให้เป็นจริงก็คือ “เมื่อไหร่กันที่เราจะพร้อม?”
การเดินทางไม่ใช่เรื่องง่ายราวกับโหนรถเมล์ไปเดินห้างสรรพสินค้าหรือเดินตลาดนัดสุดสัปดาห์ เพราะการเดินทางนั้นไม่เพียงอาศัยความพร้อมในด้านข้าวของเครื่องใช้ แต่ยังรวมไปถึงร่างกายและจิตใจด้วย จึงไม่แปลกที่จะทำให้เราต่างก็วาง ‘การออกเดินทาง’ ไว้เป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต รู้เพียงว่าวันหนึ่งมันจะมาถึง
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ด้วยมาตรวัดนี้ อีกสิบปีข้างหน้าเราจะพร้อม?
หนึ่งในสิ่งที่เรย์ แม๊คโดนัลด์สะท้อนออกมาเสมอคือการที่เราต้องหยุดมองหาเวลาที่ดีที่สุดเสียที และเริ่มลงมือทำตั้งแต่ยังไม่พร้อม เพราะความสมบูรณ์แบบในการเดินทางไม่ใช่สิ่งที่จะสุกงอมไปตามเวลา หรือแท้จริงแล้ว ความสมบูรณ์แบบในการเดินทางอาจไม่มีอยู่จริงเลยก็ได้ เพราะการออกเดินทางคือการช่วงใช้ ‘ความไม่สมบูรณ์แบบ’ อันนั้น ให้ออกมาเป็นเวลาที่น่าจดจำที่สุด
การยึดมั่นเฝ้ารออยู่กับความสมบูรณ์แบบ ในอีกทางหนึ่งอาจทำให้เราถูกพันธนาการโดยความหวาดหลัว แต่ปัญหาคือความหวาดกลัวที่ว่านั้นจะไม่มีทางหายไปผ่านกาลเวลา ความหวาดกลัวในความไม่แน่นอนจะคงอยู่แม้เราเปลี่ยนเลขนำหน้าจาก ‘สอง’ ไป ‘สาม’ หรือ ‘สี่’ ไป ‘ห้า’ การเดินทางสามารถเริ่มต้นได้เลย ณ ขณะนี้ ตอนนี้ เพราะดังคำกล่าวของพี่เรย์ที่บอกว่า “เวลาที่ดีที่สุดมันไม่มีอยู่จริง”
ด้วยเหตุนั้น หนทางในการขัดขืน ต่อสู้ และฝ่าฟันเพื่อฝันและการเดินทางก็ไม่ใช่หนทางใดอื่นนอกเสียจาก ‘ออกเดินทาง’ หรือ ‘ลงมือทำ’ มันเสียเลยตั้งแต่ตอนนี้
“เวลาตั้งใจออกไปหาอะไร
มักจะไม่ค่อยเจอหรอกนะ
มันจะไปเจออย่างอื่นมากกว่า”
— เรย์ แม๊คโดนัลด์ เขียนใน Cultured Creatures
คนเราสามารถเดินทางไปได้ถึงเมื่อไหร่กัน?
ชีวิตของเรย์ แม๊คโดนัลด์เต็มไปด้วยการเดินทางก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดนัก ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟจากกรุงเทพมหานครไปสู่กรุงลอนดอนในรายการ Roaming, ขับรถตุ๊กตุ๊กตะลุยอาเซียนในรายการ TT Rider หรือแม้แต่การเดินทางสามเกลอในนาม พุฒ ต้า เรย์ ก็ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของเขาเปี่ยมไปด้วยการเดินทางตลอดมา
อีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชีวิตของพี่เรย์คือ ในบางคราวนั้น การเดินทางในชีวิตของใครสักคนอาจไม่มีจุดสิ้นสุดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกกำหนดให้มันเอาไว้ตรงไหน กำหนดว่าในตอนไหนเรายังสามารถเดินทางได้อยู่หรือเปล่า
ว่าแต่ ‘การเดินทาง’ คืออะไรกันแน่?
การเดินทางจำเป็นต้องเป็นการที่เราแบกเป้ขึ้นหลังแล้วไปตะลุยดินโคลนและค้างแรมในแดนที่ไม่รู้จักเสมอไปหรือเปล่า สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงการเดินทางรูปแบบหนึ่ง แต่ในบางคราวนั้นการเดินทางก็ไม่สมควรที่จะถูกจำกัดเพียงแค่ลักษณะของมัน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเดินทางอาจเป็นการที่สายตาของเราสามารถที่จะมองเห็นอะไรใหม่ ๆ ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิมอยู่เสมอ
“สถานที่นั้นมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ตัวเราเองก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว”
— เรย์ แม๊คโดนัลด์ เขียนใน Cultured Creatures
หากการเดินทางดำเนินไปด้วยสายตาเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการหิ้วเป้หรือจูงล้อลาก การเดินทางก็เป็นการเดินทาง หากมันสามารถเติมเต็มช่องว่างในความสงสัยใคร่รู้ของตัวเราเองอยู่เสมอ วิถีชีวิตของพี่เรย์สะท้อนให้เราเห็นอย่างหนึ่งว่าเราไม่จำเป็นต้องหยุดเดินทาง ไม่หยุดที่จะออกเดินทางจากบ้านเมืองอันเป็นแห่งหนที่คุ้นเคยเพ่อเรียนรู้สิ่งใหม่และเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่างไปจากเดิม
แต่นอกจากการเดินทางภายนอกแล้ว การเดินทางภายใน หรือการเดินทางภายในตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน การเดินทางที่เรากล้าเข้าไปสำรวจ ตั้งคำถาม ขบคิด และถกเถียงกับตัวเองถึงความเป็นไปในตอนนี้ การเดินทางที่จะเปลี่ยนให้ตัวเราเองไม่ใช่คนเดิมในทุก ๆ ขวบปีที่ผ่านไป การเดินทางภายในนี้เองก็มีความสำคัญไม่แพ้ไปกับการเดินทางภายนอก
การที่เราสามารถเดินทางอยู่ได้นั้น ก็มีความจิตวิญญาณของเรายังคงเดินหน้าไปอย่างอิสระ อิสระทั้งทายกายภาพ และอิสระทางการนึกคิด อิสระที่จะเปลี่ยนแปร อิสระที่จะเห็นโลก อิสระที่จะเคลื่อนย้าย และอิสระที่จะเป็นตัวเองในแบบที่เติบโตขึ้นทุกวัน เฉกเช่นเดียวกับพี่เรย์ที่กระหายจะเดินทางอยู่เสมอ ความกระหายที่ว่านั้นอาจะเติมเต็มให้โลกใบเดิมน่าอยู่กว่าเดิม เพราะในหัวใจตระหนักรู้อยู่เสมอว่ามีบางสิ่งรออยู่
นี่อาจเป็นชีวิตและจิตวิญญาณอิสระในแบบของ ‘เรย์ แม๊คโดนัลด์’ ที่ฝากทิ้งไว้กับพวกเราทุกคน แม้ว่าวันนี้พี่เรย์จะจากไปแล้ว แต่ใครจะรู้ ว่าการเดินทางของเขาในครั้งนี้ อาจเป็นการเดินทางอีกครั้งของชายผู้นี้ก็เป็นได้
อาจเป็นเพราะการกล้าใช้ชีวิตของเขาเอง ที่ทำให้ ‘เรย์ แม๊คโดนัลด์’ สามารถคงรักษาจิตวิญญาณอันอิสระตลอดมาและตลอดไป