27 มิ.ย. 2569 | 21:00 น.

KEY
POINTS
“ลูกผู้ชายนั้น ทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับผิด
เมื่อชดใช้แล้วนั้น ก็เป็นคนบริสุทธิ์ที่สุดแล้วเพื่อน ๆ ครับ!”
บนถนนของชีวิตที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะคาดการณ์ได้ว่าอะไรอาจเกิดขึ้นในอนาคต ความผันผวนไม่แน่นอนกลับกลายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุดบนเส้นทางนี้ การไขว่คว้าความสำเร็จมาครองก็ใช่ว่าทำให้เงาของความล้มเหลวที่คืบคลานเข้ามามลายหายไป เฉกเช่นเดียวกับการร่วงหล่นและผิดพลาด ใช่ว่าการพลั้งพลาดเหล่านั้นจะตัดสินชีวิตที่มีอยู่ตลอดไป ตราบใดที่ตัวของเราสัตย์จริงต่อตนเอง การกระทำ และโอบรับผลที่ตามมา และเดินหน้าต่อด้วยความเชื่อที่แน่วแน่และคงมั่นไม่เสื่อมคลาย
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผ่านพ้นมาเพียงสองวันนับจากวันที่ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ หรือ ‘เสก โลโซ’ ก้าวเท้าออกมาจากเรือนจำเพื่อหวนคืนสู่อิสรภาพและเส้นทางดนตรีอีกครั้ง ผ่านการขึ้นเล่นคอนเสิร์ตแรกอย่าง ‘SEK LOSO Rebirth’ ณ MCC Hall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ จนทำให้แฟนคลับมากมายหลายคนมารวมตัวกันที่ฮอลล์แห่งนี้เพื่อเฝ้ารอจังหวะที่ ‘ร็อกสตาร์ประชาชน’ เกิดใหม่และหวนคืนสู่บัลลังก์อีกครั้ง…
คงไม่ใช่เรื่องที่เห็นได้บ่อยนักที่ใครสักคนจะขึ้นเล่นในคอนเสิร์ตทันทีภายหลังจากการถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเพียงสองวัน แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝัน โดยเฉพาะเมื่อเขาคนนั้นคือ ‘เสก โลโซ’ ด้วยเหตุนั้นเอง การไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดนตรีในครั้งนี้สำหรับผู้ชมหลายคนจึงไม่ใช่เพื่อไปเชยชมลิ้มรส ‘ความยิ่งใหญ่’ เฉกเช่นเดียวกับคอนเสิร์ตครั้งก่อนอย่าง ‘28 Yrs LOSO - We Are the Rock & Roll’ แต่เป็นการต้อนรับศิลปินอันเป็นที่รัก ‘กลับบ้าน’
ฮอลล์เปิดให้เข้าตั้งแต่เวลา 18.00 น. ก่อนที่กำหนดการของคอนเสิร์ตจะเริ่มต้นในอีกสองชั่วโมงถัดมา เมื่อเข้ามาเตรียมพร้อมภายในฮอลล์แล้วนั้น ผู้ชมจะได้ยินบทเพลงต่าง ๆ ของ เสก โลโซ บรรเลงอยู่ ทั้งในแบบฉบับที่มีเสียงร้องและไม่มีเสียงร้องเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้กับความมหัศจรรย์ที่กำลังจะมาถึง
และทันใดนั้น ก็มีนักร้องประสานเสียงกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นประจำที่บนเวทีก่อนที่พวกเขาจะเปล่งเสียงร้องเพลง ‘เราและนาย’ ในสไตล์ R&B และไร้ซึ่งเครื่องดนตรีประกอบ
ณ จุดนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘พี่เสก’ ของเรานั้น จะปรากฏมาแบบไหน — จะโบยบินโหนสลิงมาจากด้านบน จะปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านล่าง หรือจะเป็นความมหัศจรรย์รูปแบบใดที่จะเหมาะสมกับการกลับมาและ ‘เกิดใหม่’ อีกครั้งของเขา
ทว่ามันกลับตรงกันข้าม
ณ จุดหนึ่งของเพลงเราและนาย เสียงของผู้ชมในฮอลล์ก็พร้อมใจกันดังขึ้นจนแทบจะกลบมิดทุกอย่างไป แล้วสป็อตไลท์ก็ฉายไปที่ประตูหนึ่งของฮอลล์ ก่อนที่ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อหนังและเสื้อยืด AC/DC จะปรากฏตัวขึ้นจากประตูบานนั้น และกล่าวทักทายแฟนเพลงทุกคน เขาคนนั้นคือบุคคลที่เราทุกคนต่างก็เฝ้ารอ — ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’
การเปิดตัวของพี่เสกในครั้งนี้อาจไม่ได้มีพลุหรือแสงไฟที่หวือหวา อีกทั้งตัวของเขายังต้องแหวกว่าย ทักทาย จับมือ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับเพื่อไปให้ถึงเวทีที่ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของฮอลล์ ห้อมล้อมไปด้วยผู้คน แต่การก้าวเดินจากประตูผ่านความคับแน่นของฝูงชนนี้เองจึงเป็นหนึ่งในการเปิดตัวที่สะท้อนภาพการกลับมาของเขาในครั้งนี้ได้ดีที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์กับเราทุกคนรวมถึงตัวของ ‘พี่เสก’ เองว่า ยังมีผู้คนมากมายที่เฝ้ารอและรักพี่เสกอยู่เหมือนเคย
นอกจากนั้นแล้ว การเปิดตัวเช่นนี้ยังสะท้อนภาพว่าศิลปินที่ได้สร้างสรรค์บทเพลงอันยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทยเช่น ‘เสก โลโซ’ ก็คือสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่ง หาใช่ศาสดา หาใช่ผู้วิเศษ หาใช่ศิลปินอันศักดิ์สิทธิ์ หาใช่ใครก็ตามที่ยิ่งใหญ่เกินเอื้อมถึง แต่เป็น ‘คนธรรมดา’ ที่ก้าวผ่านขวากหนามและอุปสรรคของชีวิตและกำลังก้าวกลับขึ้นมาบรรเลงเพลงที่เราทั้งหลายต่างผูกพันและหลงรักอีกครั้ง
ไม่เพียงแค่การเปิดตัวด้วยความธรรมดาของพี่เสกจะผูกร้อยกับบริบทให้เราต่างมองพี่เสกในฐานะคนธรรมดาที่ผิดได้ พลาดได้ เปราะบางได้ ไม่สมบูรณ์แบบได้ แต่ยังย้ำชัดกับเราทั้งหลายว่าเขาคือ ‘ร็อกสตาร์ประชาชน’ ที่ยืนอยู่บนสถานะที่ชิดใกล้และสามารถเข้าใจหัวอกของคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ได้อย่างแท้จริง
การกลับมาของเสก โลโซ ในวันนี้ ทำให้สถานะของเขาใกล้เคียงกับการเป็นตำนานมากขึ้น สาเหตุเป็นเพราะตัวของเขานั้นได้ก้าวผ่าน ‘การจากไป’ และสามารถพาตนเองสู่ ‘การกลับมา’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งการสามารถ ‘กลับมา’ ได้นี้เองก็เป็นหลักฐานที่บอกเราอีกว่า “เพชรอยู่ที่ไหนก็เป็นเพชร” และยิ่งทำให้บทเพลงที่ออกมาจากตัวของเขามีความหมายมากกว่าที่เคยเป็น เพราะมันถูกเล่าผ่านคนที่ ‘ผ่านชีวิต’ มาด้วยตัวเอง
เมื่อก้าวเดินและแหวกว่ายผ่านฝูงชนจนถึงเวทีศูนย์กลาง เสกโลโซก็ถอดแจ็คเก็ตหนังออก หยิบกีตาร์ตัวเดิมที่คุ้นเคย และบรรเลงบทเพลงแรกของงานนี้ — ‘ผู้ชนะ’
“ขอเพียงแค่ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงที่จุดหมาย
โปรดจงมั่นใจ ที่ทำลงไปนะถูกแล้ว
อย่าฟังคำคน อย่าสนใจใคร อย่าเปลี่ยนแนว
คนแน่แน่ว เท่านั้นผู้ชนะ”
ผู้ชนะนับเป็นบทเพลงที่คอยปลอบประโลมใจของผู้ฟังชาวไทยมาอย่างยาวนาน เนื้อเพลงที่ถูกขีดเขียนและเรียงร้อยขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจและกล่าวบอกให้ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองเชื่อและก้าวเดินไปจนถึงชัยชนะด้วยจิตใจที่คงมั่นไม่หวั่นเกรงต่อความท้าทาย แต่เมื่อเราได้ยินเพลงนี้ในวันนี้อีกครั้ง จึงทำให้เราสามารถเห็นแก่นแท้ของเพลงนี้มากกว่าที่เคยเป็น
พร้อมกับชวนเราคิดต่ออีกว่า ‘ผู้ชนะ’ ในเพลง ๆ นี้นั้น เขาชนะอะไร?
ไม่ว่าการตีความของแต่ละคนจะไปทางไหนก็ตาม แต่เมื่อมันถูกขับร้องจาก ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ ในวันนี้ ชัยชนะที่ว่านั้นจึงไม่ใช่การเอาชนะใครอื่นเพื่อยืนเด่นอยู่บนแท่นของรางวัล แต่เป็นการเอาชนะ ‘ตัวเอง’ ได้สำเร็จ
“เสกขายวิญญาณให้ซาตาน” อาจเป็นวลีฮิตที่ผู้คนมากมายต่างใช้นิยามตัวของพี่เสกในช่วงเวลาที่ผ่านมาจากวิถีชีวิตร็อกแอนด์โรลจนได้พาชีวิตของเขานั้น ‘ขึ้นสุด-ลงสุด’ ที่ได้พัดพาตัวเขาไปเจอกับมรสุมชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งชัยชนะในวันนี้คือการที่ตัวของพี่เสกเองสามารถก้าวผ่านขวากหนามเดิมที่ทั้งทิ่มแทงและถ่วงรั้งจนสามารถเกิดใหม่เป็น ‘เสกสรรค์’ ที่ยังมีศรัทธาที่คงมั่นต่อ ‘ดนตรี’ เฉกเช่นเดิม
หรือหากจะพูดอีกอย่างหนึ่ง อาจเป็นชัยชนะของการที่ตัวเขาสามารถทวงคืนวิญญาณตัวเองกลับมาได้!
ภายหลังจากสิ้นสุด ‘ผู้ชนะ’ ก็มาถึงการทักทายด้วยวาจาเป็นคำแรกของพี่เสก “สวัสดีครับ let’s rock and roll!” ก่อนจะเดินหน้าต่อไปที่เพลง ‘ฉันหรือเธอ’
ก่อนจะเดินหน้าไปถึงเพลงที่สาม พี่เสกก็ยังได้กล่าวกับแฟนเพลงทุกคนว่า “ขอบคุณที่รักอดีตนักโทษชายอย่างผม” ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ลูกผู้ชายนั้น ทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับผิด เมื่อชดใช้แล้วนั้น ก็เป็นคนบริสุทธิ์ที่สุดแล้วเพื่อน ๆ ครับ!”
เมื่อกล่าวถึงจุดยืนและปรัชญาอันเป็นหลักสำคัญในการใช้ชีวิตแบบ ‘ลูกผู้ชาย’ ที่สะท้อนให้เห็นการกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างตรงไปตรงมา ที่เป็นการชำระล้างให้ตัวของเขานั้นบริสุทธิ์อย่างแท้จริง พี่เสกก็เดินหน้าต่อกับเพลง ‘อมพระมาพูด’ อีกหนึ่งบทเพลงจาก เสก โลโซ ที่ครั้งหนึ่งที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง โดยเฉพาะในฉบับ ‘เบิร์ด-เสก’ จากปี 2547
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ทุกคนสู้ต่อไป
มีสติ มีพลัง มีศรัทธาครับ!”
ในคำกล่าวที่ว่านี้ เสก โลโซ ได้สะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตของเขาออกมาว่า เมื่อทำผิดก็ต้องกล้ายอมรับผิด แต่ว่าในเพลงถัดไปนั้น ตัวของพี่เสกได้ถ่ายทอดให้เราฟังต่อว่าการที่จะเผชิญหน้ารับผิดชอบและพาตัวเองกลับมาได้ตลอดเส้นทางจะต้องอาศัยอะไรบ้างและต้องผ่านอะไรบ้าง ซึ่งหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ ‘รอยยิ้มนักสู้’
“หากเหนื่อยนักขอจงหยุดพักเสียก่อน
อย่าใจร้อนรีบไปเดี๋ยวมันไม่เข้าที
หยุดเรื่องรักที่ทรมาน เรื่องงานเรื่องเงินก็ดี
พักซักทีเดี๋ยวค่อยไป”
บอย โกสิยพงษ์ เคยบอกเล่าเอาไว้ว่า ในเพลง ‘Live and Learn’ บุคคลที่จะมาขับร้องเพลงดังกล่าวจะเป็นใครไม่ได้อีกนอกเสียจาก ‘กมลา สุโกศล’ เป็นเพราะเนื้อหาของเพลงนั้นคือการให้กำลังใจที่ต้องถูกสื่อสารออกมาจากน้ำเสียงของคนที่ ‘ผ่านชีวิต’ มาแล้วเท่านั้น ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงร้องของคุณกมลาในท่อนที่ว่า “อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด” ทำให้เรานึกถึงคำแนะนำและปลอบประโลมของพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา หรือยายที่ห่วงใย หวังดี และผ่านชีวิตมามากพอจะให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตต่อไปได้
“ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ
และฉันก็เจอเรื่องราวร้าย ๆ เข้ามา
แต่ทุกๆทีฉันก็ทำ ให้เป็นเหมือนดังว่าแข็งแรงกว่า
ไม่ยอมพ่ายแพ้มัน”
การกลับมาในครั้งนี้ของพี่เสกจึงยิ่งขับเค้นความหมายของเพลง ‘รอยยิ้มนักสู้’ ให้แจ่มชัดขึ้นกว่าที่เคยเป็น ในแง่หนึ่งนั้น ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาผ่านเพลงเปรียบเสมือนคำปลอบโยนที่ตัวของเขานั้นใช้ประโลมตนเองในช่วงเวลาที่มืดมิด
ในอีกแง่หนึ่งนั้น เมื่อได้เห็นใครสักคนที่ได้ก้าวผ่านมรสุมชีวิต ผ่านชีวิตในเรือนจำ หรืออุปสรรคนานัปการ ยิ่งทำให้ท่อนที่ว่า “ฉันก็เคยเสียใจไม่น้อยกว่าเธอ…” มีความหมายอันลึกซึ้งกินใจ เป็นคำปลอบโยนและรอยยิ้มจากนักสู้ที่แม้จะผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนยื่นมือเข้ามาบอกให้ผู้ฟังลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
กลายเป็นว่าเส้นทางชีวิตของตัวพี่เสกเองได้ส่งให้บทเพลงของเขามีความหมายที่ลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม...
นอกจากนั้นแล้ว ภายในคอนเสิร์ตครั้งนี้เราก็ยังได้ฟังเพลงอย่าง ‘แม้ว่า’ โดยที่มีลูกชายของเสกอย่าง ‘TIGER’ มาร่วมแจม พร้อมกล่าวอีกว่า ถ้าสาว ๆ ไม่อยากมาเป็นภรรยาของพี่เสก ก็สามารถมาเป็นภรรยาของลูกพี่เสกแทนได้ รวมไปถึงการบอกรักภรรยาอย่าง ‘กานต์-วิภากร สุขพิมาย’ ว่า
“ชีวิตผมนั้นผ่านผู้หญิงมาแล้วหลายคน
ดารา นางแบบ ก็มีอยู่บ้าง
แต่ท้ายที่สุดแล้วก็มาจบที่กานต์คนเดียว”
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจะทำให้ค่ำคืนนี้พิเศษขึ้นมากกว่าเดิมเกิดขึ้นก่อนเพลง ‘คืนจันทร์’ เมื่อพี่เสกได้ชวนเชิญให้ ‘โอม - ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ขึ้นมาร้องแจมด้วยกัน โดยโอมก็ได้ตอบตกลงที่จะแจมเพราะไม่ถือเป็นการร้องอาชีพ เพราะไม่มีรายได้ที่ได้จากการร้องในครั้งนี้ อีกทั้งยังยกย่อง เสก โลโซ ในฐานะ “รากฐานของวงการดนตรีไทย”
จากนั้นแล้ว เราก็ยังได้เห็นเหล่ามิตรสหายสมาชิกวง LOSO ขึ้นมาร่วมแจมในเพลงต่อ ๆ ไป ตั้งแต่ ‘ใหญ่ - กิตติศักดิ์ โคตรคำ’, ‘กลาง - ณัฐพล สุนทราณู’ ไปจนถึง ‘รัฐ - อภิรัฐ สุขจิตร’ ที่กลับมาร่วมบรรเลงเพลงร่วมกัน และหนึ่งในเพลงที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จมากที่สุดของ LOSO แต่ยังเป็นหนึ่งในเพลงที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงไทยก็ได้ถูกบรรเลงขึ้น
“เกิดมาไม่เคยเจอใครเหมือนเธอ…”
เฉกเช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ เพลงของ LOSO ‘ซมซาน’ นับเป็นเพลงที่พาให้ผู้ชมในฮอลล์ที่มีความแตกต่างหลากหลายโยกตามท่วงทำนองและทางคอร์ดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ตามด้วยเสียงกีตาร์อันคุ้นเคยและเนื้อเพลงอันคมคาย ไม่ว่าจะผ่านไปเท่าไหร่ เหล่าแฟน ๆ Loso ก็ยังสามารถเปล่งเสียงร่วมร้องเพลงนี้ไปกับพี่เสกได้โดยไม่เสื่อมคลายไป
จากนั้นก็ยังมีเพลงอื่น ๆ จาก LOSO มาให้ผู้ชมได้คลายคิดถึงกัน ไม่ว่าจะเป็น 14 อีกครั้ง, จักรยานสีแดง, พันธุ์ทิพย์ ตามด้วยเรื่องราวจากพี่ใหญ่ที่เล่าถึงการเจอเสกเป็นครั้งแรกจากวันวาน
ก่อนจะดำเนินไปถึงช่วงท้ายสุดของการแสดงนั้น เสก โลโซ ก็ได้มีการหยิบสองเพลงจาก ‘คาราบาว’ มาร้องบรรเลง ได้แก่ ‘วณิพก’ และ ‘ราชาเงินผ่อน’
ราวสี่ทุ่มครึ่ง คอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็เดินทางมาถึงบทเพลงสุดท้าย ซึ่งก็เป็นบทเพลงเดียวที่ดังขึ้นเมื่อเราได้เห็นการปรากฏตัวของพี่เสกเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้า ซึ่งก็คือ ‘เราและนาย’
‘เราและนาย’ ในที่นี้ได้กลายเป็นภาพแทนของสายสัมพันธ์ระหว่าง ‘เสก’ กับกัลยาณมิตรรอบตัวเขา ตั้งแต่เพื่อนพ้องวง LOSO, นักดนตรี, พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง, ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ, โอม - ปัณฑพล และผู้ชมชาวไทยทุกคนที่เฝ้ารอการกลับมาของ เสก โลโซ อีกครั้ง
เส้นทางลูกผู้ชายของ ‘เสกสรรค์ ศุขพิมาย’ นั้น ได้ฝากบทเรียนไว้กับสังคมไทยและตัวของเขาเองไว้มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ปรัชญาความเป็นลูกผู้ชายที่กล้าเผชิญหน้าและมุ่งมั่นที่จะ ‘กลับมา’ เป็นร็อกสตาร์ของประชาชนอีกครั้ง ก็ได้ทำให้เราเห็นว่าบนถนนของชีวิตที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ย่อมเปี่ยมล้นไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ที่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องมุ่งมั่นรักษาไว้ตลอดคือ ‘รอยยิ้มนักสู้’ เพื่อวันหนึ่งเราจะได้เป็น ‘ผู้ชนะ’ ด้วยตัวของเราเอง