Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

สำรวจชีวิตที่ผกผันในภาพยนตร์ Persepolis (2007) เมื่อโลกของมาร์ฌาณ ซาทราปีบีบให้เธอต้องเลือกระหว่างยอมเพื่ออยู่รอดและการรักษาตัวตนที่ถูกกัดกินเอาไว้

KEY

POINTS

โลกของ ‘มาร์ฌาน ซาทราปี’ (Marjane Satrapi) ถูกแบ่งออกเป็นสองใบ เมื่ออิหร่าน บ้านเกิดของเธอเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใบหนึ่งคือโลกในบ้านที่สามารถแสดงตัวเป็นเมทัลเฮด พังก์ หรือดีดกีต้าร์อย่างเมามันส์ได้ ส่วนอีกใบคือโลกข้างนอกที่บีบให้เธอต้องซ่อนตัวตนใต้ฮิญาบที่มาพร้อมระเบียบอันเคร่งครัด

‘เปอร์เซโปลิส’ (Persepolis) คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงของ ‘มาร์ฌาน ซาทราปี’ ผู้แต่งและผู้กำกับเรื่องนี้ ซึ่งดัดแปลงจากนิยายภาพที่เธอเคยเขียนไว้ในชื่อเดียวกัน 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวชาวอิหร่านที่ชีวิตผกผันจากอิหร่านยุคพระเจ้าชาห์สู่อิหร่านยุครัฐอิสลาม ทำให้เธอถูกส่งไปออสเตรีย แต่แล้วเธอก็กลับสู่อิหร่าน และจากอิหร่านไปอีกครั้ง ซึ่งการย้ายถิ่นที่อยู่แต่ละครั้งต่างมีเหตุผลและทิ้งคำถามต่อตัวเธอไว้เสมอ

/ บทความนี้กล่าวถึงเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน : การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน และการประหารชีวิต และเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของแอนิเมชันเรื่อง Persepolis (2007)/

อิหร่านที่ไม่เหมือนเดิม 

‘มาร์ฌาน’ ตัวเอกของเรื่องเติบโตมาท่ามกลาง ‘การปฏิวัติอิสลาม’ (1979) ของอิหร่าน ที่พระเจ้าชาห์ถูกโค่นล้มเข้าสู่รัฐอิสลามเต็มใบ การปกครองแบบใหม่อ้างถึงระเบียบทางศาสนามาเป็นกรอบควบคุมสังคม ทำให้ชีวิตประจำวันของคนอิหร่านเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย รายการโทรทัศน์ เพลง การศึกษา แต่ที่เห็นได้ชัดคือชีวิตของ ‘ผู้หญิงอิหร่าน’ ที่ต้องสวมฮิญาบ เก็บไรผม แต่งกายมิดชิด มีกิริยาและการวางตัวที่เหมาะสม

ส่วนชีวิตรื่นรมย์นั้นลืมไปได้เลย (อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง) เพราะที่นี่ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีแสงสี ไม่มีแอลกอฮอล์ ความบันเทิงเหล่านี้แอบอยู่ในมุมมืด และถ้ามุมมืดนั้นถูกไฟส่องถึงเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงชีวิตแสนสนุกจะจบลงเมื่อนั้น

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

ชีวิตสนุกไม่ใช่แค่ปาร์ตี้หรือแอลกอฮอล์ แต่ยังรวมไปถึงเพลง สำหรับแฟนเพลง Iron Maiden และ Bee Gees แบบมาร์ฌาน นั่นคือข้อห้าม เธอไม่สามารถฟังหรือเล่นดนตรีสนุกสนานนอกบ้านได้ แค่จะซื้อเทปเพลงหรือใส่เสื้อวงแบบเปิดเผยก็ทำไม่ได้เช่นกัน

ตัดภาพมาที่การศึกษา นักเรียนยุคนี้ได้รับการปลูกฝังแนวคิดของรัฐเสมือนเป็นโฆษณาชวนเชื่อรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่คุณครูกล่าวกับนักเรียนในห้องอย่างภาคภูมิใจว่า“...ขอขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีนักโทษทางการเมืองเหลืออยู่… ”  

ตอนนั้นมาร์ฌานโกรธ เพราะช่วงที่รัฐบาลกวาดล้างผู้เห็นต่าง ลุงของมาร์ฌานที่เป็นนักโทษการเมืองก็ถูกประหาร หลังจากเปลี่ยนการปกครองด้วยน้ำมือของคนที่ครูคนนี้กล่าวชื่นชม

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

เมื่ออิหร่านเปลี่ยนไปก็ดูเหมือนว่าร่างกายและความคิดอาจไม่ใช่ของประชาชนอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เป็นสมบัติส่วนตัวอย่างเสรีภาพทางความคิดและตัวตนกลับกลายเป็นสมบัติในบงการของรัฐ 

จริง ๆ การสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าของชีวิตพลเมืองไม่ได้เพิ่งจะปรากฏในสมัยรัฐอิสลาม ย้อนกลับไปในสมัยพระเจ้าชาห์ก็มีเช่นกัน เพียงแต่หลังจากการปฏิวัติอิสลามความเข้มงวดยิ่งเข้มข้นขึ้น 

นี่เป็นความรุนแรงของรัฐรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อทั้งทางกายและความรู้สึก วิถีการดำรงอยู่หรือตัวตนเดิมของพลเมืองที่ขัดกับกรอบการควบคุมของรัฐ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้นอกกรอบนั้นด้วยการลงโทษที่ชอบธรรม  

เด็กหญิงในอิหร่าน 

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน ก็มาถึงยุคสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988) ส่งผลให้บรรยากาศความหวาดกลัวและความเข้มงวดทวีคูณขึ้นไป 

สำหรับการเป็นผู้หญิงภายใต้การปกครองยุคนั้น แม่และยายของมาร์ฌานเป็นนักต่อสู้ที่พร่ำสอนให้เธอแข็งแกร่งและสู้กับระบบระเบียบที่กดทับพวกเธอไว้ 

แม้ครอบครัวมาร์ฌานจะต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนจากการปราบปรามตั้งแต่สมัยพระเจ้าชาห์จนถึงรัฐอิสลามไปหลายคน แต่ก็สะท้อนว่าพวกเขาคือ ‘คนเห็นต่างผู้กล้าหาญ’ และความกล้าหาญก็ทำให้พวกเขาต้องสละชีวิตลง ทำให้แม่ของมาร์ฌานเริ่มเป็นห่วง เพราะเธอได้รับอิทธิพลแนวคิดจากคนรอบตัวมาเต็มที่

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

“รู้ไหมว่าพวกเขาทำอะไรกับเด็กผู้หญิงแบบนิลูฟาร์ (เด็กหญิงคอมมิวนิสต์ที่ถูกประหาร) เพราะกฎหมายห้ามประหารผู้หญิงบริสุทธิ์ นิลูฟาร์เลยถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้คุมคนหนึ่ง จากนั้นเขาทำให้เธอเสียความบริสุทธิ์ แล้วเอาตัวเธอไปประหาร” แม่พูดเตือนสติมาร์ฌานก่อนจะส่งเธอไปอยู่เวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อลดความเสี่ยง

ซึ่งกรณีของนิลูฟาร์สะท้อนถึงระบบที่อนุญาตให้ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นกับร่างกายผู้หญิงได้อย่างชอบธรรมเมื่อต้องกำจัดศัตรูทางการเมือง

ความรุนแรงทางเพศในความขัดแย้งโดยรัฐ

มีหลายครั้งที่เราจะเห็นว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัฐ ภาวะสงคราม หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มักจะพบเหยื่อความรุนแรงทางเพศเสมอ

สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นบังคับขู่เข็ญผู้หญิงมาบำเรอ

การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุรวันดา ผู้หญิงถูกรุมข่มขืน 

สงครามบอสเนีย สร้างค่ายข่มขืนผู้หญิงและเด็ก

สังหารหมู่นานกิง ผู้หญิงถูกข่มขืนและสังหารโดยทหารญี่ปุ่นที่เข้ายึดเมือง

ครั้งที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อปี 2022 UN ได้รับรายงานว่ามีการข่มขืนผู้ชายรวมทั้งเด็กผู้ชายหลายฉบับ

สงครามคอซอวอในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก็พบว่ามีผู้ชายหลายคนถูกข่มขืน

ไม่ใช่แค่กับสงครามระหว่างรัฐหรือระหว่างกลุ่ม แต่ในรัฐ ๆ หนึ่งย่อมมีผู้เห็นต่าง และผู้เห็นต่างคือศัตรูทางการเมือง ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่เป็นศัตรูของรัฐ ปฏิบัติการกำจัดผู้เห็นต่างมักวนเวียนและจบลงที่การล่วงละเมิดทางเพศ 

การกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ผู้หญิงฝ่ายซ้ายถูกข่มขืน

สงครามกลางเมืองที่เอลซัลวาดอร์ รัฐบาลเผด็จการทหารจัดการคนที่สงสัยว่าฝักใฝ่สังคมนิยม หากเป็นผู้หญิงจะแยกออกมาแล้วล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอก่อนสังหารและทิ้งศพไว้ในที่สาธารณะ

การปราบปรามผู้ประท้วงที่กวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศขณะถูกกักขังและสอบสวน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ยกมาก็เป็นเพียงเสี้ยวของเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศอีกมากมายที่ไม่เคยถูกบันทึก ถูกเล่า และอาจไม่มีวันถูกเปิดเผย เพราะการถ่ายทอดประสบการณ์อันโหดร้ายที่ตนเองเคยเผชิญหรือพบเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย

ต่างพื้นที่ ต่างสังคม ต่างที่มา แต่ทุกเหตุการณ์ความขัดแย้งทั้งที่กล่าวถึงและไม่ได้กล่าวถึง มักจะพบความรุนแรงทางเพศอยู่เสมอ และแต่ละเหตุการณ์ต่างมีรูปแบบความรุนแรงและเหตุผลประกอบสร้างที่หลากหลาย

หนึ่งในสิ่งที่เราสังเกตเห็นทั้งในกรณีที่ยกมาก่อนหน้าและกรณีของนิลูฟาร์ในเปอร์เซโปลิสคือ ขอบเขตอำนาจของรัฐได้รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายของพลเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่การควบคุมในชีวิตประจำวัน การลงโทษ และความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับร่างกายโดยตรงมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงการควบคุมและแสดงอำนาจ

ผู้คนอาจกำลังถูกทำให้กลายเป็นเพียงก้อนเนื้อที่สามารถจัดการอย่างไรก็ได้เพื่อธำรงบางสิ่งไว้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความเชื่อ ความหวาดกลัว ความมั่นคง ทรัพยากร หรือสิ่งใดก็ตามที่สนับสนุนความต้องการของพวกเขา

เด็กชายในอิหร่าน

สำหรับเด็กชาย พวกเขาต้องเป็นแนวหน้าในสนามรบสงครามอิรัก-อิหร่าน แม่ของเด็กชายคนหนึ่งเล่าว่า ที่โรงเรียนของลูกชายมีคนมาแจกกุญแจพลาสติก พร้อมบอกว่า ถ้าพวกเขาตายในสนามรบจะสามารถใช้กุญแจดอกนี้ขึ้นไปสวรรค์ที่อุดมด้วยอาหารและผู้หญิงได้ (นักเรียนเหล่านั้นอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น)

เด็กชายนายทหารเหล่านี้ถูกเชิดชูท่ามกลางการตายที่เปล่าประโยชน์ แม้ในโรงเรียนจะมีการกล่าวถึงพวกเขาด้วยความยกย่องในความเสียสละก็ตาม

 “...ด้วยหัวใจอันเป็นที่รักของเหล่าผู้พลีชีพ… ” 

“พวกเขาตายเพื่อใคร” 

“เพื่อเรา” 

ขณะที่พ่อของมาร์ฌานมองว่านี่เป็นสงครามที่เปล่าประโยชน์ อิหร่านไม่ได้อะไร คนตายนับล้านไปเปล่า ๆ มีแต่เสียกับเสีย คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ คือพ่อค้าอาวุธจากชาติตะวันตกที่ขายให้ลูกค้าอย่างอิรักและอิหร่าน 

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

ถ้ามันไม่เกิดประโยชน์อย่างที่พ่อมาร์ฌานบอก แล้วผู้พลีชีพเหล่านี้ทำไปเพื่อใคร เพื่อชาวอิหร่าน?  เพื่อขึ้นสวรรค์? หรือเพื่ออะไร

ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงของแต่ละคน แต่ความตายของเด็กหนุ่มจำนวนมากภายใต้การได้มาซึ่งกุญแจพาไปสวรรค์ หรือคำสวยหรูอย่าง ‘เสียสละ’ ‘เกียรติยศ’ หรือ ‘การพลีชีพ’ 

ในกรณีของเปอร์เซโปลิส ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์หรือความกล้าหาญเพื่อชาติ แต่เบื้องหลังอาจเต็มไปด้วยกับการใช้โฆษณาชวนเชื่อเด็ก ๆ ไปเป็นเครื่องมือในสงคราม เพื่อสนองผลประโยชน์ของกลุ่มเล็ก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งเหล่านั้นก็ย่อมได้

เสรีภาพที่เคว้งคว้าง

เมื่อมาร์ฌานย้ายมาที่เวียนนา เธอสัมผัสกับอิสระที่ถาโถมเข้ามาในแบบที่อิหร่านตอนนี้ให้ไม่ได้

​เธอแต่งตัวแบบที่อยากแต่ง ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องคอยระแวงเสียงระเบิด มาร์ฌานเริ่มสนุกไปกับแสงสี ปาร์ตี้ ดื่มแอลกอฮอล์ และปลดปล่อยอารมณ์ในคอนเสิร์ตกับเพื่อนรสนิยมเดียวกันอย่างเต็มที่

​มันคือช่วงเวลาที่เธอได้ลองทำทุกอย่างที่เคยถูกห้าม เป็นความสนุกที่มาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ เรื่องราวของเธอที่มาจากอิหร่านเป็นเรื่องที่เพื่อน ๆ ให้ความสนใจ

ขณะเดียวกันเมื่อมีคนรู้ว่าเธอมาจาก ‘อิหร่าน’ อคติที่มีก็แผ่ซ่านผ่านคำพูดและการปฏิบัติกับเธอ  เช่น มองว่าคนอิหร่านเป็นพวกสุดโต่ง มาจากประเทศสงคราม และเต็มไปด้วยความรุนแรง

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

​มาร์ฌานติดอยู่ตรงกลาง เธอเกลียดกรอบระเบียบที่อิหร่าน แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองกแตกต่างจากคนอื่นในเวียนนา หรือชาวตะวันตก หากมองมุมหนึ่ง ที่นี่เธอมีอิสระต่างจากอิหร่าน แต่อีกมุมหนึ่ง เธอกลับรู้สึกเคว้งคว้างเหมือนคนไม่มีบ้านให้กลับ

สุดท้าย เธอก็เลือกกลับบ้านที่อิหร่าน บ้านที่เข้าใจเธอจริง ๆ แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย แต่อาจเป็นอิสระที่เธอต้องการมากกว่าการอยู่ในโลกที่มองเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ตัวตน

กลับบ้านอีกครั้ง 

แต่การอยู่บ้านกลับไม่ง่าย เพราะอิหร่านเปลี่ยนไปแล้ว 

มาร์ฌานต้องเผชิญกับความจริงที่ต่างจากเดิม ​บ้านที่เธอคิดถึงกลายเป็นซากความบอบช้ำจากสงคราม เพื่อนฝูงที่เคยเล่นด้วยกันก็เปลี่ยนไป บางคนกลายเป็นคนเคร่งศาสนา หรือบางคนก็พิการจากการไปรบแบบไม่เต็มใจ

​มาร์ฌานกลับมาสวมฮิญาบอีกครั้ง กลับมาอยู่กับครอบครัว แต่เธอกลับรู้สึกเป็นคนนอก แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัวที่เธอรักแล้วก็ตาม 

Persepolis: ความรุนแรง ร่างกายที่ถูกจองจำ และตัวตนที่ไร้บ้าน

มาร์ฌานยังเป็นคนเดิม ที่เป็นปากเป็นเสียงและต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนเอง เพียงแต่วันนี้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกที่คุ้นเคย แม้ภายหลังเธอจะย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส แต่วังวนของความสับสนก็ไม่ได้หายไปไหน ความอึดอัดจากการต้องเก็บซ่อนตัวตนภายใต้กฎระเบียบ ความสับสนในตัวเอง กลายเป็นสิ่งที่กัดกินจิตใจเธอวันแล้ววันเล่า

ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ถูกตีกรอบ ความรุนแรงทางเพศ หรือการบังคับเป็นทหาร ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนกับเป็นกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ที่มีการสร้างชุดคำอธิบายให้ผู้เห็นต่างหรือแม้แต่พลเมืองของตนเอง กลายเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘ศัตรู’ 

ความรุนแรงและมายาคติที่ฝังรากลึกในใจผู้คนตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นเพราะกฎระเบียบจากรัฐ แต่รวมไปถึงการหล่อหลอมให้ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของกันและกัน 

การลดทอนความเป็นมนุษย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวเหยื่อ เพราะหากลองมองให้ลึกเข้าไปจะเห็นว่ากลไกนี้กำลังบีบให้ผู้คนใช้โดยมีคำว่า ‘หน้าที่’ รองรับ อาจเป็นได้ทั้งหน้าที่ในฐานะ ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ หรือ ‘พลเมืองของรัฐ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้สงครามอำนาจของเหล่าผู้นำ กลับไร้เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมาก ความกระหายชัยชนะและเกียรติสมมติของผู้นำไม่กี่คน ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ชีวิตและร่างไร้จิตใจของใครบางคน ที่เจ้าของร่างยังคงอยู่แบบเบี้ยตัวหนึ่ง ไม่มีตัวเอง และไม่มีความคิดเห็น  

ชีวิตของมาร์ฌานและอีกหลายคนในสภาวะความขัดแย้งต่างเต็มไปด้วยความรุนแรงในหลายมิติ พวกเขาเติบโตมากับสิ่งเหล่านั้น เติบโตมาในโลกที่ผู้ใหญ่บ้าอำนาจทำลายตัวตนและความฝันของพวกเขาให้กลายเป็นผุยผง 

คงเหมือนที่มาร์ฌานบอกกับ MovieWeb เมื่อปี 2010 ไว้ว่า “มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน พวกเขามีสิทธิที่จะมีชีวิต เพราะพวกเขามีความฝัน มีความรัก มีพ่อแม่ มีลูก และชีวิตของพวกเราทุกคนมีค่า” 

 

อ้างอิง

Paronnaud Vincent and Marjane Satrapi. 2007. Persepolis. United States: Sony Pictures Classics.

 

จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม. (2559). ถังแดง: การซ่อมสร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำหลอนในสังคมไท. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

จักรกริช สังขมณี. (2554). ศิลปวิธีของการไม่ถูกปกครอง. เมืองโบราณ, 37(1), 177–181.

เอกสารประวัติศาสตร์ แฉรบ.ญี่ปุ่นจัดหา “หญิงบำเรอกาม” ให้ทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 / มติชน ออนไลน์

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา: 'ผมเกิดจากแม่ที่ถูกรุมข่มขืน' / BBC ไทย

“ผมคิดว่าผมเป็นผู้ชายคนเดียวที่ถูกข่มขืน” เปิดปากคำผู้รอดชีวิตจากการข่มขืนในสงครามคอซอวอ / BBC ไทย

ข้อมูลจากยูเอ็นพบ มีผู้ชายและเด็กผู้ชายจำนวนมากถูก ‘ข่มขืน’ หลังรัสเซียบุกยูเครน / The Momentum

South Korea apologises for rapes during 1980 Gwangju protest crackdown / BBC

Bosnia’s war, 30 years on: How did the atrocities happen? / aljazeera

Rape of Nanjing / EBSCO

Final Report of the IPT 1965: Findings and Documents of the IPT 1965 / International Peoples' Tribunal

Women on the move / INSIDE Indonesia

EL SALVADOR--A PEACE WORSE THAN WAR: VIOLENCE, GENDER AND A FAILED LEGAL RESPONSE / Karen Musalo

Persepolis - Exclusive: Marjane Satrapi / Movie Web