25 มี.ค. 2569 | 13:38 น.

KEY
POINTS
โลกของ ‘มาร์ฌาน ซาทราปี’ (Marjane Satrapi) ถูกแบ่งออกเป็นสองใบ เมื่ออิหร่าน บ้านเกิดของเธอเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใบหนึ่งคือโลกในบ้านที่สามารถแสดงตัวเป็นเมทัลเฮด พังก์ หรือดีดกีต้าร์อย่างเมามันส์ได้ ส่วนอีกใบคือโลกข้างนอกที่บีบให้เธอต้องซ่อนตัวตนใต้ฮิญาบที่มาพร้อมระเบียบอันเคร่งครัด
‘เปอร์เซโปลิส’ (Persepolis) คือภาพยนตร์แอนิเมชันที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงของ ‘มาร์ฌาน ซาทราปี’ ผู้แต่งและผู้กำกับเรื่องนี้ ซึ่งดัดแปลงจากนิยายภาพที่เธอเคยเขียนไว้ในชื่อเดียวกัน
ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวชาวอิหร่านที่ชีวิตผกผันจากอิหร่านยุคพระเจ้าชาห์สู่อิหร่านยุครัฐอิสลาม ทำให้เธอถูกส่งไปออสเตรีย แต่แล้วเธอก็กลับสู่อิหร่าน และจากอิหร่านไปอีกครั้ง ซึ่งการย้ายถิ่นที่อยู่แต่ละครั้งต่างมีเหตุผลและทิ้งคำถามต่อตัวเธอไว้เสมอ
/ บทความนี้กล่าวถึงเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน : การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน และการประหารชีวิต และเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของแอนิเมชันเรื่อง Persepolis (2007)/
‘มาร์ฌาน’ ตัวเอกของเรื่องเติบโตมาท่ามกลาง ‘การปฏิวัติอิสลาม’ (1979) ของอิหร่าน ที่พระเจ้าชาห์ถูกโค่นล้มเข้าสู่รัฐอิสลามเต็มใบ การปกครองแบบใหม่อ้างถึงระเบียบทางศาสนามาเป็นกรอบควบคุมสังคม ทำให้ชีวิตประจำวันของคนอิหร่านเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย รายการโทรทัศน์ เพลง การศึกษา แต่ที่เห็นได้ชัดคือชีวิตของ ‘ผู้หญิงอิหร่าน’ ที่ต้องสวมฮิญาบ เก็บไรผม แต่งกายมิดชิด มีกิริยาและการวางตัวที่เหมาะสม
ส่วนชีวิตรื่นรมย์นั้นลืมไปได้เลย (อย่างน้อยก็ในที่แจ้ง) เพราะที่นี่ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีแสงสี ไม่มีแอลกอฮอล์ ความบันเทิงเหล่านี้แอบอยู่ในมุมมืด และถ้ามุมมืดนั้นถูกไฟส่องถึงเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงชีวิตแสนสนุกจะจบลงเมื่อนั้น
ชีวิตสนุกไม่ใช่แค่ปาร์ตี้หรือแอลกอฮอล์ แต่ยังรวมไปถึงเพลง สำหรับแฟนเพลง Iron Maiden และ Bee Gees แบบมาร์ฌาน นั่นคือข้อห้าม เธอไม่สามารถฟังหรือเล่นดนตรีสนุกสนานนอกบ้านได้ แค่จะซื้อเทปเพลงหรือใส่เสื้อวงแบบเปิดเผยก็ทำไม่ได้เช่นกัน
ตัดภาพมาที่การศึกษา นักเรียนยุคนี้ได้รับการปลูกฝังแนวคิดของรัฐเสมือนเป็นโฆษณาชวนเชื่อรูปแบบหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ที่คุณครูกล่าวกับนักเรียนในห้องอย่างภาคภูมิใจว่า“...ขอขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีนักโทษทางการเมืองเหลืออยู่… ”
ตอนนั้นมาร์ฌานโกรธ เพราะช่วงที่รัฐบาลกวาดล้างผู้เห็นต่าง ลุงของมาร์ฌานที่เป็นนักโทษการเมืองก็ถูกประหาร หลังจากเปลี่ยนการปกครองด้วยน้ำมือของคนที่ครูคนนี้กล่าวชื่นชม
เมื่ออิหร่านเปลี่ยนไปก็ดูเหมือนว่าร่างกายและความคิดอาจไม่ใช่ของประชาชนอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เป็นสมบัติส่วนตัวอย่างเสรีภาพทางความคิดและตัวตนกลับกลายเป็นสมบัติในบงการของรัฐ
จริง ๆ การสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าของชีวิตพลเมืองไม่ได้เพิ่งจะปรากฏในสมัยรัฐอิสลาม ย้อนกลับไปในสมัยพระเจ้าชาห์ก็มีเช่นกัน เพียงแต่หลังจากการปฏิวัติอิสลามความเข้มงวดยิ่งเข้มข้นขึ้น
นี่เป็นความรุนแรงของรัฐรูปแบบหนึ่งที่กระทำต่อทั้งทางกายและความรู้สึก วิถีการดำรงอยู่หรือตัวตนเดิมของพลเมืองที่ขัดกับกรอบการควบคุมของรัฐ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้นอกกรอบนั้นด้วยการลงโทษที่ชอบธรรม
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน ก็มาถึงยุคสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988) ส่งผลให้บรรยากาศความหวาดกลัวและความเข้มงวดทวีคูณขึ้นไป
สำหรับการเป็นผู้หญิงภายใต้การปกครองยุคนั้น แม่และยายของมาร์ฌานเป็นนักต่อสู้ที่พร่ำสอนให้เธอแข็งแกร่งและสู้กับระบบระเบียบที่กดทับพวกเธอไว้
แม้ครอบครัวมาร์ฌานจะต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนจากการปราบปรามตั้งแต่สมัยพระเจ้าชาห์จนถึงรัฐอิสลามไปหลายคน แต่ก็สะท้อนว่าพวกเขาคือ ‘คนเห็นต่างผู้กล้าหาญ’ และความกล้าหาญก็ทำให้พวกเขาต้องสละชีวิตลง ทำให้แม่ของมาร์ฌานเริ่มเป็นห่วง เพราะเธอได้รับอิทธิพลแนวคิดจากคนรอบตัวมาเต็มที่
“รู้ไหมว่าพวกเขาทำอะไรกับเด็กผู้หญิงแบบนิลูฟาร์ (เด็กหญิงคอมมิวนิสต์ที่ถูกประหาร) เพราะกฎหมายห้ามประหารผู้หญิงบริสุทธิ์ นิลูฟาร์เลยถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้คุมคนหนึ่ง จากนั้นเขาทำให้เธอเสียความบริสุทธิ์ แล้วเอาตัวเธอไปประหาร” แม่พูดเตือนสติมาร์ฌานก่อนจะส่งเธอไปอยู่เวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อลดความเสี่ยง
ซึ่งกรณีของนิลูฟาร์สะท้อนถึงระบบที่อนุญาตให้ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นกับร่างกายผู้หญิงได้อย่างชอบธรรมเมื่อต้องกำจัดศัตรูทางการเมือง
มีหลายครั้งที่เราจะเห็นว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัฐ ภาวะสงคราม หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มักจะพบเหยื่อความรุนแรงทางเพศเสมอ
สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นบังคับขู่เข็ญผู้หญิงมาบำเรอ
การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุรวันดา ผู้หญิงถูกรุมข่มขืน
สงครามบอสเนีย สร้างค่ายข่มขืนผู้หญิงและเด็ก
สังหารหมู่นานกิง ผู้หญิงถูกข่มขืนและสังหารโดยทหารญี่ปุ่นที่เข้ายึดเมือง
ครั้งที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อปี 2022 UN ได้รับรายงานว่ามีการข่มขืนผู้ชายรวมทั้งเด็กผู้ชายหลายฉบับ
สงครามคอซอวอในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก็พบว่ามีผู้ชายหลายคนถูกข่มขืน
ไม่ใช่แค่กับสงครามระหว่างรัฐหรือระหว่างกลุ่ม แต่ในรัฐ ๆ หนึ่งย่อมมีผู้เห็นต่าง และผู้เห็นต่างคือศัตรูทางการเมือง ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่เป็นศัตรูของรัฐ ปฏิบัติการกำจัดผู้เห็นต่างมักวนเวียนและจบลงที่การล่วงละเมิดทางเพศ
การกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ผู้หญิงฝ่ายซ้ายถูกข่มขืน
สงครามกลางเมืองที่เอลซัลวาดอร์ รัฐบาลเผด็จการทหารจัดการคนที่สงสัยว่าฝักใฝ่สังคมนิยม หากเป็นผู้หญิงจะแยกออกมาแล้วล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอก่อนสังหารและทิ้งศพไว้ในที่สาธารณะ
การปราบปรามผู้ประท้วงที่กวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศขณะถูกกักขังและสอบสวน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ยกมาก็เป็นเพียงเสี้ยวของเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศอีกมากมายที่ไม่เคยถูกบันทึก ถูกเล่า และอาจไม่มีวันถูกเปิดเผย เพราะการถ่ายทอดประสบการณ์อันโหดร้ายที่ตนเองเคยเผชิญหรือพบเห็นไม่ใช่เรื่องง่าย
ต่างพื้นที่ ต่างสังคม ต่างที่มา แต่ทุกเหตุการณ์ความขัดแย้งทั้งที่กล่าวถึงและไม่ได้กล่าวถึง มักจะพบความรุนแรงทางเพศอยู่เสมอ และแต่ละเหตุการณ์ต่างมีรูปแบบความรุนแรงและเหตุผลประกอบสร้างที่หลากหลาย
หนึ่งในสิ่งที่เราสังเกตเห็นทั้งในกรณีที่ยกมาก่อนหน้าและกรณีของนิลูฟาร์ในเปอร์เซโปลิสคือ ขอบเขตอำนาจของรัฐได้รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายของพลเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่การควบคุมในชีวิตประจำวัน การลงโทษ และความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นกับร่างกายโดยตรงมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือแสดงออกถึงการควบคุมและแสดงอำนาจ
ผู้คนอาจกำลังถูกทำให้กลายเป็นเพียงก้อนเนื้อที่สามารถจัดการอย่างไรก็ได้เพื่อธำรงบางสิ่งไว้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความเชื่อ ความหวาดกลัว ความมั่นคง ทรัพยากร หรือสิ่งใดก็ตามที่สนับสนุนความต้องการของพวกเขา
สำหรับเด็กชาย พวกเขาต้องเป็นแนวหน้าในสนามรบสงครามอิรัก-อิหร่าน แม่ของเด็กชายคนหนึ่งเล่าว่า ที่โรงเรียนของลูกชายมีคนมาแจกกุญแจพลาสติก พร้อมบอกว่า ถ้าพวกเขาตายในสนามรบจะสามารถใช้กุญแจดอกนี้ขึ้นไปสวรรค์ที่อุดมด้วยอาหารและผู้หญิงได้ (นักเรียนเหล่านั้นอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น)
เด็กชายนายทหารเหล่านี้ถูกเชิดชูท่ามกลางการตายที่เปล่าประโยชน์ แม้ในโรงเรียนจะมีการกล่าวถึงพวกเขาด้วยความยกย่องในความเสียสละก็ตาม
“...ด้วยหัวใจอันเป็นที่รักของเหล่าผู้พลีชีพ… ”
“พวกเขาตายเพื่อใคร”
“เพื่อเรา”
ขณะที่พ่อของมาร์ฌานมองว่านี่เป็นสงครามที่เปล่าประโยชน์ อิหร่านไม่ได้อะไร คนตายนับล้านไปเปล่า ๆ มีแต่เสียกับเสีย คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ คือพ่อค้าอาวุธจากชาติตะวันตกที่ขายให้ลูกค้าอย่างอิรักและอิหร่าน
ถ้ามันไม่เกิดประโยชน์อย่างที่พ่อมาร์ฌานบอก แล้วผู้พลีชีพเหล่านี้ทำไปเพื่อใคร เพื่อชาวอิหร่าน? เพื่อขึ้นสวรรค์? หรือเพื่ออะไร
ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงของแต่ละคน แต่ความตายของเด็กหนุ่มจำนวนมากภายใต้การได้มาซึ่งกุญแจพาไปสวรรค์ หรือคำสวยหรูอย่าง ‘เสียสละ’ ‘เกียรติยศ’ หรือ ‘การพลีชีพ’
ในกรณีของเปอร์เซโปลิส ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์หรือความกล้าหาญเพื่อชาติ แต่เบื้องหลังอาจเต็มไปด้วยกับการใช้โฆษณาชวนเชื่อเด็ก ๆ ไปเป็นเครื่องมือในสงคราม เพื่อสนองผลประโยชน์ของกลุ่มเล็ก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งเหล่านั้นก็ย่อมได้
เมื่อมาร์ฌานย้ายมาที่เวียนนา เธอสัมผัสกับอิสระที่ถาโถมเข้ามาในแบบที่อิหร่านตอนนี้ให้ไม่ได้
เธอแต่งตัวแบบที่อยากแต่ง ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องคอยระแวงเสียงระเบิด มาร์ฌานเริ่มสนุกไปกับแสงสี ปาร์ตี้ ดื่มแอลกอฮอล์ และปลดปล่อยอารมณ์ในคอนเสิร์ตกับเพื่อนรสนิยมเดียวกันอย่างเต็มที่
มันคือช่วงเวลาที่เธอได้ลองทำทุกอย่างที่เคยถูกห้าม เป็นความสนุกที่มาพร้อมกับความรู้สึกแปลกใหม่ เรื่องราวของเธอที่มาจากอิหร่านเป็นเรื่องที่เพื่อน ๆ ให้ความสนใจ
ขณะเดียวกันเมื่อมีคนรู้ว่าเธอมาจาก ‘อิหร่าน’ อคติที่มีก็แผ่ซ่านผ่านคำพูดและการปฏิบัติกับเธอ เช่น มองว่าคนอิหร่านเป็นพวกสุดโต่ง มาจากประเทศสงคราม และเต็มไปด้วยความรุนแรง
มาร์ฌานติดอยู่ตรงกลาง เธอเกลียดกรอบระเบียบที่อิหร่าน แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองกแตกต่างจากคนอื่นในเวียนนา หรือชาวตะวันตก หากมองมุมหนึ่ง ที่นี่เธอมีอิสระต่างจากอิหร่าน แต่อีกมุมหนึ่ง เธอกลับรู้สึกเคว้งคว้างเหมือนคนไม่มีบ้านให้กลับ
สุดท้าย เธอก็เลือกกลับบ้านที่อิหร่าน บ้านที่เข้าใจเธอจริง ๆ แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย แต่อาจเป็นอิสระที่เธอต้องการมากกว่าการอยู่ในโลกที่มองเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ตัวตน
แต่การอยู่บ้านกลับไม่ง่าย เพราะอิหร่านเปลี่ยนไปแล้ว
มาร์ฌานต้องเผชิญกับความจริงที่ต่างจากเดิม บ้านที่เธอคิดถึงกลายเป็นซากความบอบช้ำจากสงคราม เพื่อนฝูงที่เคยเล่นด้วยกันก็เปลี่ยนไป บางคนกลายเป็นคนเคร่งศาสนา หรือบางคนก็พิการจากการไปรบแบบไม่เต็มใจ
มาร์ฌานกลับมาสวมฮิญาบอีกครั้ง กลับมาอยู่กับครอบครัว แต่เธอกลับรู้สึกเป็นคนนอก แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัวที่เธอรักแล้วก็ตาม
มาร์ฌานยังเป็นคนเดิม ที่เป็นปากเป็นเสียงและต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนเอง เพียงแต่วันนี้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกที่คุ้นเคย แม้ภายหลังเธอจะย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส แต่วังวนของความสับสนก็ไม่ได้หายไปไหน ความอึดอัดจากการต้องเก็บซ่อนตัวตนภายใต้กฎระเบียบ ความสับสนในตัวเอง กลายเป็นสิ่งที่กัดกินจิตใจเธอวันแล้ววันเล่า
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่ถูกตีกรอบ ความรุนแรงทางเพศ หรือการบังคับเป็นทหาร ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนกับเป็นกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ที่มีการสร้างชุดคำอธิบายให้ผู้เห็นต่างหรือแม้แต่พลเมืองของตนเอง กลายเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ หรือ ‘ศัตรู’
ความรุนแรงและมายาคติที่ฝังรากลึกในใจผู้คนตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นเพราะกฎระเบียบจากรัฐ แต่รวมไปถึงการหล่อหลอมให้ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
การลดทอนความเป็นมนุษย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวเหยื่อ เพราะหากลองมองให้ลึกเข้าไปจะเห็นว่ากลไกนี้กำลังบีบให้ผู้คนใช้โดยมีคำว่า ‘หน้าที่’ รองรับ อาจเป็นได้ทั้งหน้าที่ในฐานะ ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ หรือ ‘พลเมืองของรัฐ’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายใต้สงครามอำนาจของเหล่าผู้นำ กลับไร้เสียงคนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมาก ความกระหายชัยชนะและเกียรติสมมติของผู้นำไม่กี่คน ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ชีวิตและร่างไร้จิตใจของใครบางคน ที่เจ้าของร่างยังคงอยู่แบบเบี้ยตัวหนึ่ง ไม่มีตัวเอง และไม่มีความคิดเห็น
ชีวิตของมาร์ฌานและอีกหลายคนในสภาวะความขัดแย้งต่างเต็มไปด้วยความรุนแรงในหลายมิติ พวกเขาเติบโตมากับสิ่งเหล่านั้น เติบโตมาในโลกที่ผู้ใหญ่บ้าอำนาจทำลายตัวตนและความฝันของพวกเขาให้กลายเป็นผุยผง
คงเหมือนที่มาร์ฌานบอกกับ MovieWeb เมื่อปี 2010 ไว้ว่า “มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน พวกเขามีสิทธิที่จะมีชีวิต เพราะพวกเขามีความฝัน มีความรัก มีพ่อแม่ มีลูก และชีวิตของพวกเราทุกคนมีค่า”
อ้างอิง
Paronnaud Vincent and Marjane Satrapi. 2007. Persepolis. United States: Sony Pictures Classics.
จุฬารัตน์ ดำรงวิถีธรรม. (2559). ถังแดง: การซ่อมสร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำหลอนในสังคมไท. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
จักรกริช สังขมณี. (2554). ศิลปวิธีของการไม่ถูกปกครอง. เมืองโบราณ, 37(1), 177–181.
เอกสารประวัติศาสตร์ แฉรบ.ญี่ปุ่นจัดหา “หญิงบำเรอกาม” ให้ทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 / มติชน ออนไลน์
ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา: 'ผมเกิดจากแม่ที่ถูกรุมข่มขืน' / BBC ไทย
“ผมคิดว่าผมเป็นผู้ชายคนเดียวที่ถูกข่มขืน” เปิดปากคำผู้รอดชีวิตจากการข่มขืนในสงครามคอซอวอ / BBC ไทย
ข้อมูลจากยูเอ็นพบ มีผู้ชายและเด็กผู้ชายจำนวนมากถูก ‘ข่มขืน’ หลังรัสเซียบุกยูเครน / The Momentum
South Korea apologises for rapes during 1980 Gwangju protest crackdown / BBC
Bosnia’s war, 30 years on: How did the atrocities happen? / aljazeera
Rape of Nanjing / EBSCO
Final Report of the IPT 1965: Findings and Documents of the IPT 1965 / International Peoples' Tribunal
Women on the move / INSIDE Indonesia
EL SALVADOR--A PEACE WORSE THAN WAR: VIOLENCE, GENDER AND A FAILED LEGAL RESPONSE / Karen Musalo