ฮง มยองโบ : วีรบุรุษผู้ทำลายศรัทธาด้วยระบบอุปถัมภ์

ฮง มยองโบ : วีรบุรุษผู้ทำลายศรัทธาด้วยระบบอุปถัมภ์

ฮง มยองโบ คือหนึ่งในยอดตำนานของเกาหลีใต้ เขาเป็นกัปตันทีมคนสำคัญที่รับหน้าที่สังหารจุดโทษคนสุดท้าย พาทีมสร้างสถิติทะลุเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก 

KEY

POINTS

“ห้าม ฮง มยองโบเข้าร้าน”

ป้ายข้อความสั้น ๆ ที่ถูกแปะไว้จริงตามร้านสะดวกซื้อ บาร์ในเมือง ไปจนถึงร้านอาหาร หลังจากที่ทีมชาติเกาหลีใต้ต้องตกรอบฟุตบอลโลกไปอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความโกรธแค้นและความคาดหวังขั้นสูงของแฟนบอล ในยุคที่ทัพโสมขาวมีซูเปอร์สตาร์และผู้เล่นฝีเท้าดีอยู่เต็มทีม แต่กลับทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังเป็นที่สุด 

และเจ้าของชื่อที่ร้านอาหารเหล่านั้นสั่งแบน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็น ‘ฮง มยองโบ’ (Hong Myung-bo) กุนซือทีมชาติเกาหลีใต้ ที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหว และต้องประกาศลาออกไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา 

ซึ่งหากย้อนเวลากลับไปสัก 20 ปี คงไม่มีใครคาดคิดว่าชายคนนี้จะถูกแฟนบอลรังเกียจได้ถึงขนาดนี้ เพราะสำหรับชาวเกาหลีใต้ นี่คือหนึ่งใน ‘โคตรตำนาน’ คนสำคัญที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่อง และเป็นคนที่แฟนบอลรักมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ แต่มาในวันนี้ ภาพความทรงจำในหัวของแฟนบอลเกาหลีใต้ได้เริ่มเปลี่ยนไป และทำให้พวกเขาอาจมองชายคนนี้ไม่เหมือนเดิม

ฮง มยองโบ : วีรบุรุษผู้ทำลายศรัทธาด้วยระบบอุปถัมภ์

สำหรับชาวเกาหลีใต้ ฟุตบอลโลกปี 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น คือช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดในความทรงจำ เพราะนั่นคือช่วงเวลาแห่งการเยียวยาและหลอมรวมใจคนทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียว หลังจากที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นความยากลำบากจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงยุค 1990 

โดย ฮง มยองโบ เคยให้สัมภาษณ์ผ่าน FIFA เพื่อระลึกถึงความหลังในทัวร์นาเมนต์แห่งประวัติศาสตร์ชาติครั้งนั้นเอาไว้ว่า “ช่วง 1990 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับประเทศเกาหลีใต้ เพราะเราต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ฟุตบอลโลกปี 2002 จึงเป็นตัวหล่อหลอมคนทั้งประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว และนั้นทำให้มันพิเศษมาก ๆ สำหรับผมที่มีส่วนร่วมในฐานะผู้เล่น” 

และในครั้งนั้น ฮง มยองโบ คือผู้นำคนสำคัญที่พาคนเกาหลีใต้ก้าวข้ามช่วงเวลาเหล่านั้น เขาเป็นกัปตันทีมที่พาทัพโสมขาวสร้างประวัติศาสตร์ทะลุเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ซึ่งไม่เคยมีชาติจากเอเชียทีมไหนทำได้มาก่อน และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีมเอเชียไหนทำได้อีกเลย แม้เส้นทางดังกล่าวจะเต็มไปด้วยข้อกังขา เรื่องการตัดสินของกรรมการที่ค้านสายตาคนทั้งโลก โดยเฉพาะในแมตช์สุดอื้อฉาวที่พบกับอิตาลีและเอาชนะไปได้อย่างค้านความรู้สึก แต่ถึงอย่างนั้น ภาพความทรงจำที่ยังคงฝังลึกติดตาคนทั้งชาติ คือวินาทีที่ ฮง มยองโบ รับหน้าที่เป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้นมาสังหารจุดโทษปิดเกม เอาชนะสเปนไปได้ด้วยสกอร์ 5-3 

ฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์ครั้งนั้น ส่งผลให้เขาผงาดคว้ารางวัล ‘บรอนซ์ บอล’ (Bronze Ball) หรือผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับ 3 ของทัวร์นาเมนต์ไปครอง ซึ่งสิ่งที่จะบอกว่าเขาเก่งกาจระดับไหน คือการที่เขาได้ยืนเคียงข้างยอดนักเตะของโลกอย่าง 'โอลิเวอร์ คาห์น' ผู้คว้ารางวัลอันดับ 1 และ 'โรนัลโด้ R9' ผู้คว้ารางวัลอันดับ 2 โดยจนถึงปัจจุบัน ฮง มยองโบ ก็ยังคงเป็นนักเตะเอเชียคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถือครองรางวัลนี้ โดยยังไม่มีใครก้าวขึ้นมาเทียบเคียงเขาได้ 

ด้วยผลงานที่ถูกพิสูจน์แล้วในเวทีระดับโลก จึงไม่แปลกเลยที่ชื่อของ ฮง มยองโบ จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 'โคตรตำนาน' คนสำคัญของชาติและวงการฟุตบอลอย่างไร้ข้อครหาใด ๆ ทั้งสิ้น 

แม้จะมีคำพูดที่ว่า “นักเตะชั้นยอด มักล้มเหลวในฐานะโค้ช” แต่สำหรับฮง มยองโบช่วงเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกุนซือ กลับให้ภาพตรงกันข้ามกับคำพูดเหล่านั้นอย่างชัดเจน เขาสร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่การคุมทีมชาติชุดเยาวชน ไม่เกิน 20 ปี ก่อนจะขึ้นมาคุมทีมชุดไม่เกิน 23 ปี และพาเหล่าเด็กชุดนั้นคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิกเกมส์ปี 2012 ที่ลอนดอนโดยการเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่างญี่ปุ่นไปถึง 2 - 0 พร้อมคว้าเหรียญทองแดงกลับบ้าน ซึ่งความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้เขาได้ถูกตั้งความหวังที่ขึ้นแท่นเป็นกุนซือแห่งอนาคตของทัมโสมขาว 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตก็มาถึง เมื่อ ฮง มยองโบ ได้รับมอบหมายให้ก้าวขึ้นเป็นกุนซือคุมทีมชาติชุดใหญ่ ลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2014 ที่บราซิล ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจากชุดโอลิมปิก บวกกับดีกรีที่เขาเคยเป็นถึงอดีตนักเตะชุดประวัติศาสตร์ที่พาทีมทะลุเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้าย ความคาดหวังของแฟนบอลจึงพุ่งทะยานขีดสุด พวกเขาไม่ได้หวังแค่ให้ทีมไปเข้าร่วม แต่หวังให้ทัพโสมขาวทะลุเข้ารอบให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเขากลับทำไม่สำเร็จ เกาหลีใต้กระเด็นตกรอบแรกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยผลงานอันย่ำแย่ เสมอ 1 และแพ้ไปถึง 2 นัด โดยไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยแม้แต่เกมเดียว 

และที่หนักไปกว่านั้น ฮง มยองโบ ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงเรื่อง ‘ระบบอุปถัมภ์’ หรือการเลือกปฏิบัติภายในทีม เขาถูกตั้งข้อครหาเรื่องการจัดตัวผู้เล่นที่ดูเหมือนจะเน้น ‘ความสนิทสนม’ เป็นหลัก โดยเฉพาะการดึงตัวลูกทีมคู่ใจจากชุดโอลิมปิก 2012 มาติดทีม มากกว่าจะเลือกตามฟอร์มการเล่นของนักเตะ ณ เวลานั้น แม้ว่าผลลัพธ์ในสนามจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับแฟนบอล ภาพจำของการเป็นฮีโร่ในอดีตยังคงฝังลึก คนส่วนใหญ่จึงยังคงมองเขาเป็นดั่ง ‘ตำนาน’ ที่เพียงแค่บังเอิญสะดุดล้มเท่านั้น 

หลังจากความล้มเหลวกับทีมชาติ ฮง มยองโบ เลือกที่จะหันไปกู้ชื่อเสียงของตัวเองด้วยการรับงานคุมทีมระดับสโมสร อย่าง 'อุลซาน เอชดี' (Ulsan HD) และเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพาทีมผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอย่าง เคลีก 1 ได้ถึง 2 สมัยซ้อน ในปี 2022 และ 2023  

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสำเร็จที่เขากำลังสร้างขึ้น กลับเริ่มมีกระแสข่าวจากสื่อเกาหลีใต้โหมกระพือขึ้นมาว่า สมาคมฟุตบอลกำลังเล็งที่จะดึงตัวเขากลับไปคุมทีมชาติอีกครั้ง ซึ่งในตอนนั้น ฮง มยองโบ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลืออย่างหนักแน่นเพื่อซื้อใจแฟนบอลอุลซาน โดยเขาได้กล่าวกลางงานแถลงข่าวหลังจบเกมกับ กวางจู เอฟซี เอาไว้ว่า “บอกตามตรงเลยว่าผมไม่ได้อยากไปคุมทีมชาติ ผมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมรับงานในตอนนี้ และผมก็ไม่ได้อยากจะไป ผมต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากตอนที่คณะกรรมการและสื่อต่าง ๆ เอาแต่พูดถึงผมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยไม่สนความเห็นของผมเลยสักนิด”  นั่นคือการปฏิเสธเสียงแข็ง เพื่อยืนยันว่าเขาจะไม่ทิ้งทีมไปรับตำแหน่งกุนซือทีมชาติอย่างแน่นอน 

แต่แล้ว เขากลับผิดคำพูดของตัวเอง

เพราะเมื่อสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ (KFA) ยื่นข้อเสนอมาอย่างเป็นทางการ ฮง มยองโบ กลับตัดสินใจทิ้ง อุลซาน เอชดี ไว้กลางฤดูกาลปี 2024 ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังคงดุเดือด เพื่อกลับไปรับตำแหน่งกุนซือทีมชาติเป็นหนที่สอง หลังจากเคยล้มเหลวมาแล้วในปี 2014 จากการกระทำดังกล่าว ทำให้แฟนบอลอุลซานเดือดดาลอย่างหนัก ถึงขั้นพากันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายตราหน้าเขาในสนามว่าเป็น ‘คนโกหก’ และ ‘คนทรยศ’ 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่มาของการกลับมารับตำแหน่งกุนซือทัพโสมขาวในรอบนี้ ยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเรื่อง ‘ความโปร่งใส’ ทางสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอุตส่าห์ใช้เวลานานถึง 5 เดือนในการเฟ้นหาโค้ชต่างชาติโปรไฟล์หรู ไม่ว่าจะเป็น เจสซี่ มาร์ช (Jesse Marsch) หรือ เฆซุส คาซาส (Jesus Casas) แต่สุดท้ายกลับเลือกใช้เส้นสายดึงตัว ฮง มยองโบ กลับมารับตำแหน่งดื้อ ๆ แถมยังมีการแต่งตั้งอย่างรวดเร็วผิดปกติและลัดขั้นตอน จนสร้างความกังขาให้กับแฟนบอลทั้งประเทศ 

กระแสดังกล่าวได้ปลุกความไม่พอใจที่แฟนบอลมีต่ออดีตตำนานของชาติให้รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ถึงขั้นที่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ภาพของเขาปรากฏขึ้นบนจอจอยักษ์ในสนามแข่ง แฟนบอลก็พร้อมใจกันส่งเสียงโห่ใส่เขาทันที ความคุกรุ่นและคำถามที่ค้างคาใจเหล่านี้ถูกสะสมเรื่อยมา ราวกับระเบิดเวลาที่รอวันปะทุในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างฟุตบอลโลก 

จากการตกรอบแบบหมดสภาพ ปัญหาทุกอย่างของทีมชาติที่เขาต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักจึงถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์สับเละในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นแทคติกที่เล่นกับทีมที่อ่อนกว่า แต่กลับถอยไปรับเหมือนรอโดนยิง การตัดสินใจดร็อปนักเตะคนสำคัญอย่าง ซน ฮึงมิน และ คิม มินแจ ให้เป็นเพียงตัวสำรองในเกมชี้ชะตาเข้ารอบ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการบริหารทีมแบบอนุรักษ์นิยมยุคเก่าของเขา ที่เน้นใช้อำนาจเด็ดขาดและยึดติดกับ ‘ระบบลูกรัก’ มากกว่าการวัดกันที่ผลงาน จนสร้างรอยร้าวและช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างตัวโค้ชกับบรรดานักเตะสตาร์ยุคใหม่ และแน่นอนว่าประเด็นที่ถูกขุดขึ้นมาขยี้หนักที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความชอบธรรม’ ในการเข้ารับตำแหน่งของเขาตั้งแต่วันแรก 

ผลกระทบจากความล้มเหลวครั้งนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงระดับชาติ เพราะไม่ใช่แค่การที่แฟนบอลออกมาประท้วงแบนไม่ให้เขาเข้าร้านอาหารเท่านั้น แต่กระแสความกดดันยังลุกลามไปถึงการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างการบริหารของประเทศ จนถึงขั้นที่ประธานาธิบดี 'ยุน ซอกยอล' (Yoon Suk-yeol) ยังต้องออกมาแสดงความกังวลผ่านโซเชียลมีเดีย X และสื่อภายในประเทศเอาไว้ว่า “ดูเหมือนการตกรอบในครั้งนี้จะเป็นความล้มเหลวทั้งในการบริหารและตัวบุคคล เมื่อเราปล่อยให้การเล่นพรรคพวกและระบบอุปถัมภ์อยู่เหนือความสามารถในการเลือกผู้นำ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คาดเดาได้ง่ายดายเหมือนไฟไหม้กระดาษ” 

ความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่อย่างหนักจากทั้งฝั่งแฟนบอลและฟากฝั่งการเมือง ส่งผลให้ ฮง มยองโบ ตัดสินใจลาออกและต้องเดินหน้ามาตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกครั้ง โดยกล่าวพร้อมด้วยความเจ็บปวดว่า “ผมขออภัยแฟนบอลชาวเกาหลีใต้ทุกคนจากใจจริงครับ ที่เราทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และในวันนี้ ผมขอประกาศก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติ” 

และภาพความแหลกสลายของวีรบุรุษยิ่งฉายชัดขึ้นไปอีก ในวินาทีที่เขาก้าวเท้ากลับถึงแผ่นดินเกิด ทันทีที่ ฮง มยองโบ ปรากฏตัว ณ สนามบินอินชอนท่ามกลางการคุ้มกันแน่นหนาของตำรวจปราบจลาจลนับร้อยนาย เขาไม่ได้พบกับการต้อนรับเยี่ยงตำนาน แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับฝูงชนที่มารวมตัวชูป้ายสาปส่งว่า "ฟุตบอลเกาหลีตายแล้ว" พร้อมกับเสียงตะโกนขับไล่อย่างเกรี้ยวกราดว่า "ฮง มยองโบ ไสหัวออกไป!" และ "เอาเงินคืนมาแล้วไสหัวไปซะ!" 

ประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันมหาศาลที่เขาต้องแบกรับอย่างชัดเจน หลังจากพาทีมตกรอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเราลองมองย้อนกลับไป 

ในศึกฟุตบอลโลกปี 2002 ชายคนนี้อาจจะเคยทำให้แฟนบอลเกาหลีใต้ต้องเสีย ‘น้ำตา’ ให้กับ ‘ความภาคภูมิใจ’ ที่เขาสามารถพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ทะลุเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งได้สร้างเขาให้กลายเป็น ‘ตำนาน’ ที่คนทั้งประเทศต้องนับถือ

แต่ทว่าในศึกฟุตบอลโลก 2026 เขากลับเป็นคนทำให้แฟนบอลเกาหลีใต้ต้องเสีย ‘น้ำตา’ อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้คือรอยน้ำตาแห่ง ‘ความผิดหวัง’ ที่ปะปนมากับคลื่นความโกรธแค้นมหาศาล ท่ามกลางมรสุมดราม่าที่กำลังร้อนระอุไปทั่วทั้งประเทศ พร้อมเปลี่ยนสถานะ ‘ตำนาน’ ให้คนทั้งประเทศมองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

 

เรื่อง : รัฐศาสตร์ สรรพกุล (The People Junior)

 

อ้างอิง

Hong steps down as Korea Republic coach

Hong: Korea Republic no longer fears the World Cup stage

Kahn named player of the tournament

Korea coach fails to capitalize on 2nd chance

Korea manager maintains he really did not want the job in first press conference since appointment

South Korea football coach quits as president calls for probe into World Cup loss

South Korea orders World Cup inquiry as team returns home to chorus of boos