30 พ.ค. 2569 | 07:45 น.

KEY
POINTS
ธงไพรด์ หรือ Pride flag คือสัญลักษณ์ของชุมชน LGBTQIAN+ ที่โบกสะบัดไปทั่วโลกเมื่อเดือนมิถุนายนเดินทางมาถึง ซึ่งเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ การยอมรับตัวตน และย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศ
และผู้ที่รังสรรค์ธงสีรุ้งผืนนี้ คือ ‘กิลเบิร์ต เบเกอร์ (Gilbert Baker)’ ศิลปินและนักเคลื่อนไหวสิทธิเกย์ชาวอเมริกันที่ต่อสู้เพื่อความหลากหลายทางเพศจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
แม้เส้นทางชีวิตของกิลเบิร์ต เบเกอร์จะเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นและฝากไว้ให้กับโลกใบนี้ คือการขับเคลื่อนให้คนนับล้านเปิดใจโอบกอดความหลากหลาย และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ชาว LGBTQIAN+ ได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้ผืนธงรุ้งแห่งความภาคภูมิใจ
กิลเบิร์ต เบเกอร์ เกิดวันที่ 2 มิถุนายน ปี 1951 ในเมืองชานุต (Chanute) รัฐแคสซัส สหรัฐอเมริกา ครอบครัวของเขาเป็นชาวคริสต์นิกายเมธอดิสต์ มีคุณพ่อเป็นผู้พิพากษา และคุณแม่เป็นคุณครู
กิลเบิร์ตเติบโตมาภายใต้สังคมอนุรักษ์นิยมที่มีการเหยียดเพศ และเหยียดผิวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการรักเพศเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการกระทำอันผิดแปลกในบรรทัดฐานสังคม และผิดบาปในหลักศาสนา
เขารู้ตัวตั้งแต่เด็กว่า ตัวเองไม่เหมือนเด็กชายคนอื่น แต่ต้องเก็บความลับนี้ไว้ในใจ เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนหัวโบราณ เคร่งศาสนา และเข้มงวดกวดขัน ทำให้ชีวิตวัยเยาว์ของเขาค่อนข้างห่างไกลกับคำว่า ‘ความสุข’
ขณะเดียวกัน เขาก็ได้พบกับโลกของศิลปะ สิ่งเล็กน้อยที่ชุบชูใจเด็กน้อยคนนี้ได้เพียงชั่วครู่ ทว่าที่บ้านก็ไม่ได้สนับสนุนกิลเบิร์ต เพราะสมัยนั้น การเป็นศิลปินถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง และไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม เช่นเดียวกับเพศที่มิใช่ชายจริงและหญิงแท้
แต่โชคยังพอเข้าข้างกิลเบิร์ต เนื่องจากเขาชนะการประกวดผลงานศิลปะจนได้ทุนการศึกษา ครอบครัวจึงอนุญาตให้เขาเรียนสายนี้ แต่แม้จะอยู่ในแวดล้อมศิลปะและดนตรีที่ชอบ กิลเบิร์ตก็ยังหนีไม่พ้นกับอคติทางเพศที่รายล้อมรอบตัวอยู่ดี
ปี 1970 หรือช่วงปลายของสงครามเวียดนาม กิลเบิร์ตในวัย 19 ปี ถูกเกณฑ์ทหารเข้ากองทัพสหรัฐฯ แล้วโดนรับน้องทันทีในวันรายงานตัว เมื่อถูกทหารรุ่นพี่ยิงคำถามจู่โจมเรื่อง"เพศสภาพ" ของเขา
“แกเป็นพวกรักเพศเดียวกันหรือเปล่า” จ่าจ้องหน้าถาม
“ไม่ครับ” กิลเบิร์ตตอบด้วยคำโกหกที่ฝึกพูดจนขึ้นใจ
“แน่ใจเหรอ แต่แกดูเหมือนพวกนั้นเลยนะ” รุ่นพี่ถามอีกครั้ง แต่กิลเบิร์ตยังคงปฏิเสธต่อเนื่อง แต่จ่าคนนี้ก็ยังซักไม่หยุด หนำซ้ำยังข่มขู่ พูดจาด้วยถ้อยคำเหยียดหยามและดูถูก เขาต้องพยายามตั้งสติและอดทนฟังไปจนกรอกแบบฟอร์มเสร็จ
เขาถูกเหยียดเพศ ถูกตั้งคำถามเรื่องเพศสภาพ และถูกคุกคามตลอดชีวิตการเป็นทหาร เหตุการณ์ที่สะท้อนได้ชัด คือ วันฝึกยิงปินที่กิลเบิร์ตยิงพลาด ทำให้ครูฝึกเรียกเขาออกมาและวางแตงโมไว้หน้าเป้า สั่งให้เขายิงแตงโมลูกนั้น ก่อนจะอธิบายว่า พวกเกย์ในกองทัพจะต้องมีสภาพไม่ต่างจากแตงโมลูกนี้
สภาพจิตใจของกิลเบิร์ตเริ่มรับไม่ไหว ทำให้เขายื่นคำร้องขอปลดประจำการจากการเป็นทหารทำให้เขาถูกผู้พัน ตำหนิอย่างรุนแรง และกล่าวหาว่าเขาเป็นกบฏและทรยศต่อชาติ
อย่างไรก็ตาม จ่าสิบเอกก็แนะนำให้เขาไปอยู่หน่วยแพทย์แทน กิลเบิร์ตตอบตกลงและถูกส่งตัวไปฝึกหลักสูตรการแพทย์ ซึ่งเขาทำคะแนนได้ดีเยี่ยมในทุกวิชาจนในที่สุดก็ได้กลายเป็นหน่วยพยาบาลในกองทัพ
และเนื่องจากสมัยนั้น มีการใช้สารเสพติด (โดยเฉพาะเฮโรอีน) อย่างหนักในหมู่ทหาร ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันจึงสั่งให้ตรวจสารเสพติด หรือปฏิบัติการ Golden Flow เพื่อป้องกันไม่ให้อาการติดยา หรือปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นในอเมริกา ด้วยเหตุนี้เอง นอกจากกิลเบิร์ตจะต้องรักษาทหารที่บาดเจ็บจากสงครามแล้ว ยังต้องรับหน้าที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะและเลือด เพื่อตรวจสภาพร่างกายของทหารที่กำลังจะกลับบ้านด้วย
และแล้ว เขาก็ได้พบกับความรักที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เพราะกิลเบิร์ตจะไม่เพียงสัมผัสความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางความหวาดระแวงในค่ายทหาร แต่ความสัมพันธ์ในครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตทางความคิดไปสู่ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต
กิลเบิร์ตรู้จักกับ ‘จิม’ ตอนเป็นทหาร พวกเขาทำงานด้วยกันในหน่วยแพทย์และสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว พอเลิกงาน ทั้งสองคนจะไปเดินเล่นที่สะพานโกลเดนเกต ชมทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามด้วยกัน
ยิ่งรู้จักและใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งสองคนเริ่มรู้สึกดีและตกหลุมรักกัน แต่ด้วยกำแพงแห่งความเกลียดชังที่สังคมมีต่อตัวตนและรสนิยมทางเพศของพวกเขา ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองไม่อาจครองคู่กันได้
เมื่อจบหลักสูตรพยาบาล เส้นทางรักของทั้งคู่ก็ต้องสิ้นสุดลง จิมถูกส่งตัวไปประจำการที่โอกินาวา ส่วนกิลเบิร์ตยังคงทำหน้าที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก ความรักที่ไม่สมหวังทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกเสียใจ และตอกย้ำให้เห็นอยุติธรรมจากกรอบทางเพศของสังคม ซึ่งพรากโอกาสในการใช้ชีวิตคู่ไปเพียงเพราะตัวตนที่พวกเขาเป็น
“ฉันฝันถึงเขาทุกคืน หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ข่าวจากเพื่อนว่าจิมแต่งงานและย้ายกลับไปอยู่ที่เทนเนสซีแล้ว ฉันร้องไห้เสียใจ แต่จะไม่ยอมปิดบังตัวตน และแต่งงานเหมือนเขา ฉันจะไม่โกหกเรื่องที่เป็นเกย์อีกต่อไปแล้ว การได้ตกหลุมรักจิมเปลี่ยนชีวิตฉัน พลังแห่งความรักได้เปิดประตูหัวใจและตัวตนของฉันออกมา”
แม้ว่ากิลเบิร์ตจะเสียใจมากแต่ความรักครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่เส้นทางของการปฏิวัติทางความคิดของคนทั้งสังคมในเวลาต่อมา
เมื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดจากรักครั้งเก่าได้แล้ว กิลเบิร์ตจึงรวบรวมความกล้าเปิดเผยเพศสภาพกับครอบครัว ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมาคือคำด่าทอที่ทิ่มแทงใจ และลงเอยด้วยการถูกไล่ออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี
เวลาผ่านไป กิลเบิร์ต เบเกอร์ก็ปลดประจำการอย่างมีเกียรติในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1972 และตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ซานฟรานซิสโกต่อไป เข้าร่วมกับกลุ่มนักเคลื่อนไหว Gay Liberation Movement และเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์ชุมชนเกย์ในซานฟรานซิลโก (San Francisco Gay Community Center)
การเป็นอาสาสมัครทำให้กิลเบิร์ตดึงทักษะกราฟิกมาใช้สร้างสรรค์งานอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการฝึกเย็บผ้า จนเมื่อเริ่มชำนาญ ทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญในการผลิตป้ายประท้วงจำนวนมหาศาล
และบทบาทนักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนเกย์นี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาก็ได้รู้จักกับ ฮาร์วีย์ มิลค์ (Harvey Milk) ซึ่งตอนนั้นเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อปลดแอกประเด็นกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และมักขอให้กิลเบิร์ตช่วยทำป้ายประท้วงอยู่บ่อยครั้ง
การได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ภายใต้อุดมการณ์เดียวกัน ทำให้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทและสนับสนุนกันในทุกย่างก้าวของการเปลี่ยนแปลง
ก่อนจะมาเป็นธงสีรุ้งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน สัญลักษณ์ของกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศในอดีตมีที่มาจากบาดแผล การด้อยค่า และการกดขี่ศักดิ์ศรีจากฝีมือของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ระบอบนาซีของฮิตเลอร์กำลังเถลิงอำนาจ ทหารนาซีได้กวาดต้อนประชาชนชาวยิวเข้าสู่ค่ายกักกัน บนเสื้อชุดลายทางที่ถูกบังคับใส่ของกลุ่มคนเพศเดียวกันจะปักผ้าสามเหลี่ยมสีชมพู (Pink Triangle) ไว้บนหน้าอก ซึ่งใช้ระบุนักโทษที่มีอัตลักษณ์เพศเป็นเกย์ เนื่องจากการรักร่วมเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเยอรมัน และทำให้เลือดบริสุทธิ์ต้องแปดเปื้อน จึงต้องกำจัดคนที่นาซีมองว่าเป็น “พวกเสื่อมทราม” ออกไป
ตัดกลับมาที่ยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชุมชนเกย์ เลสเบี้ยน และผู้มีความหลากหลายทางเพศเริ่มออกมาชุมนุมประท้วงกับการเลือกปฏิบัติทางเพศ เรียกร้องความเท่าเทียมที่พวกเขาไม่เคยได้รับ และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามเหลี่ยมสีชมพู
แม้ฝูงชนต้องการจะเปลี่ยนภาพจำของสามเหลี่ยมสีชมพูมาใช้ในการเรียกร้อง แต่ในทัศนะของฮาร์วีย์ มิลค์ ที่เฝ้ามองสิ่งนี้มาตั้งแต่ยังเป็นนักเคลื่อนไหว จนมาเป็นนักการเมือง เขาเห็นต่างที่จะใช้สิ่งนี้เป็นตัวแทนของชุมชนเกย์ เพราะสามเหลี่ยมสีชมพูนี้คือมรดกจากการตีตราคนรักเพศเดียวกัน ก่อนจะคร่าชีวิตของมนุษย์นับพันในค่ายมรณะ ด้วยน้ำมือของนาซีเยอรมัน
ฮาร์วีย์ มิลค์จึงขอให้กิลเบิร์ต เบเกอร์ เพื่อนสนิท ศิลปิน นักออกแบบธง และมีฝีมือการตัดเย็บเป็นเลิศ ช่วยออกแบบสัญลักษณ์ที่ให้ความหมายแง่บวก สดใส และสื่อถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศทุกคน ทุกเชื้อชาติและสีผิว เพื่อนำมาใช้ในงานขบวนพาเหรดวันเสรีภาพเกย์ (Gay Freedom Day Parade) โดยมีงบประมาณให้เป็นจำนวน 1,000 เหรียญ
กิลเบิร์ต เบเกอร์ เลือกใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ใหม่ เพราะเห็นว่า ‘ธง’ คือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการก่อตัวของชาติใหม่ ในเวลาเดียวกันก็เป็นการประกาศถึงอำนาจ พลัง อิสรภาพ และการมีตันตนของผู้คนในผืนธงนี้
เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่เกิดขึ้นในปี 1976 ช่วงเวลาที่ประชาชนเพิ่งผ่านความรู้สึกบอบช้ำจากเหตุการณ์ทางการเมืองต่อเนื่องสองครั้งคือการถอนกำลังทหารอเมริกันหลังความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม และการลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จากคดีวอเตอร์เกต (Watergate scandal)
สหรัฐอเมริกาจึงจัดงานเฉลิมฉลองและจัดแสดงธงชาติอเมริกา เพื่อขจัดความหม่นหมองและความสิ้นหวัง ปลุกใจให้ประชาชนกลับมารักและเชื่อมั่นในประเทศชาติอีกครั้ง ซึ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองและเรื่องสงครามพอทุเลาไปได้
เป็นเหตุผลให้กิลเบิร์ต เบเกอร์พร้อมกับเพื่อนศิลปินอย่าง ลินน์ เซเกอร์บลัม (Lynn Segerblom) เจมส์ แม็กนามารา (James McNamara) และอาสาสมัครอีก 30 ชีวิต ออกแบบ ตัดเย็บ และย้อมสีจนออกมาเป็นธงสีรุ้งผืนแรกของโลก หรือ ธงไพรด์ (Pride Flag)
วันที่ 25 มิถุนายน ปี 1978 ที่ United Nations Plaza เมืองซานฟรานซิสโก ธงผืนนี้ได้โบกสะบัดอย่างภาคภูมิใจเป็นครั้งแรกในงานพาเหรดเสรีภาพเกย์ นับเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์
กระทั่งวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 แดน ไวท์ (Dan White) คู่แข่งทางการเมืองที่ต่อต้านคนรักเพศเดียวกัน ได้ลอบสังหารฮาร์วีย์ มิลค์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจและความโศกเศร้าให้แก่ชุมชน LGBTQ+ ที่ต้องสูญเสียบุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไม่มีวันกลับ
ทว่าศาลกลับตัดสินให้แดน ไวท์ มีความผิดฐานฆาตกรรมโดยไม่เจตนา ซึ่งสร้างความไม่พอใจและความรู้สึกไม่ยุติธรรมของผู้คน LGBTQ+ ประชาชนเลยลุกขึ้นมาประท้วงจนเกิดจลาจลไวท์ ไนท์ (White Night riots) หลังการเสียชีวิตของมิลค์ ความต้องการ ‘ธงสีรุ้ง’ ก็เพิ่มสูงขึ้น จนกิลเบิร์ตต้องติดต่อ Paramount Flag Company ให้ช่วยผลิตธงในปริมาณมากให้
แต่ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุนและขั้นตอนการย้อมสี จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนธงให้เหลือเพียงหกสี จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน LGBTQIA+ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมาถึงปัจจุบัน
ธงรุ้งที่เฉิดฉายและตระการตาของกิลเบิร์ตสร้างแรงกระเพื่อมในระดับสากล และดึงความสนใจของคนทั่วโลก จนทำให้เกิดการตีความ หรือตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับที่มาของเฉดสีที่กิลเบิร์ตเลือกใช้ และเคยถูกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมป๊อป (Pop culture) ในตำนาน นอกจากนี้ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในแง่กฎหมายที่น่าสนใจไม่แพ้จุดเริ่มต้นเช่นกัน
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่า สีรุ้งที่ปรากฏอยู่บนผืนธงมีแรงบันดาลใจมาจากเพลง ‘Over the Rainbow’ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง The Wizard of Oz (1939)
ที่ขับร้องและแสดงนำโดย จูดี การ์แลนด์ (Judy Garland) นักแสดงผู้ล่วงลับ เนื่องจากเนื้อหาในภาพยนตร์ ตัวละคร เพลงประกอบ และนักแสดง จูดี การ์แลนด์ มักถูกนำไปตีความและเชื่อมโยงถึงความหลากหลายทางเพศ จนเป็นไอคอนของชาว LGBTQ+ มาอย่างยาวนาน
แต่จากคำสัมภาษณ์ของกิลเบิร์ต เบเกอร์ที่เคยให้ไว้กับ MoMA Magazine ในปี 2015 เขากล่าวว่าสีบนผืนธงนั้น แท้จริงมาจากรุ้งกินน้ำบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการสื่อสารความหลากหลายในทุกมิติของมนุษย์ ทั้งเรื่องสีผิว เพศ และอายุ
และในปัจจุบัน เราจะเห็นองค์กรและบริษัทต่าง ๆ ทั้งต่างประเทศและประเทศไทย ต่างก็ใช้สีรุ้งบนโลโก้ ป้ายประกาศ และโฆษณาอย่างแพร่หลาย เพื่อประกาศจุดยืนว่าสนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ธงสีรุ้งที่กิลเบิร์ต เบเกอร์ออกแบบและนิยามไว้เป็นความตั้งใจมอบให้แก่คนทั้งโลก เขาตัดสินใจไม่จดลิขสิทธิ์ผืนธงนี้ เพราะต้องการให้ธงสีรุ้งเป็น ‘สมบัติสาธารณะ’ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และนำไปใช้เรียกร้องความเท่าเทียมได้อย่างไร้ข้อจำกัด
แต่ที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีบุคคลที่สามและกลุ่มทุนบางกลุ่มพยายามจะครอบครองธงรุ้งเป็นของตัวเอง โดยนำสัญลักษณ์สีรุ้งนี้ไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าส่วนตัว
เมื่อกิลเบิร์ตรู้เรื่องเข้า จึงได้ขอคำปรึกษาจากทนายความ ‘แมตต์ โคลส์ (Matt Coles)’ เรื่องการปกป้องสิทธิ์ในผลงานการออกแบบให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของกิลเบิร์ต
สุดท้าย กิลเบิร์ตก็สามารถขัดขวางไม่ให้องค์กรดังกล่าวจดทะเบียนธงสีรุ้งเป็นเครื่องหมายการค้าได้สำเร็จ นั่นหมายความว่า ธงรุ้งนี้จะเป็นสมบัติของสาธารณชนต่อไป
“When all else fails, art is the ultimate weapon.”
(ในยามที่ไร้ซึ่งวิถีทาง ศิลปะจะเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุด)
นอกจากความงามและสุนทรีย์ของศิลปะแล้ว กิลเบิร์ต เบเกอร์คือศิลปินที่ใช้ศิลปะ และการแต่งแดร็กควีนเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างอลังการ ต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างไม่หวั่นเกรง อีกทั้งส่งสารทางความคิดสู่สังคมในหลากหลายประเด็นและตรงไปตรงมาที่สุดคนหนึ่ง ทั้งต่อต้านสงคราม เรียกร้องด้านสิทธิแรงงาน พูดเรื่องกลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มคนชายขอบ รวมถึงประเด็นความหลากหลายทางเพศกับศาสนาคริสต์
ดังเช่นในปี 1990 กิลเบิร์ตทาตัวสีชมพูตั้งแต่หัวจรดเท้า ใส่ส้นสูงและผ้าเตี่ยวลายธงชาติอเมริกา พร้อมทำท่ากางแขนถูกตรึงด้วยไม้กางเขนเป็นพระเยซูสีชมพู (Pink Jesus) ในงานขบวนพาเหรดวันเสรีภาพชาวเลสเบียนและเกย์นานาชาติ (International Lesbian and Gay Freedom Day Parade) เพื่อประท้วงวุฒิสมาชิก เจสซี เฮลมส์ (Jesse Helms) ที่พยายามจะยุบกองทุนสนับสนุนศิลปะแห่งชาติ (National Endowment for the Arts) เพียงเพราะกองทุนนี้ให้การสนับสนุนศิลปะของศิลปินเกย์ ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาส เสรีภาพทางความคิดของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
อีก 4 ปีต่อมา กิลเบิร์ตก็สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยธงรุ้งหนึ่งไมล์ (A mile-long rainbow flag) ในวาระครบรอบ 25 ปี เหตุจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall 25) ที่จัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน ปี 1994
ผู้คนหลายหมื่นคนร่วมกันแบกผ้ารุ้ง และมุ่งไปตามถนนเฟิสต์อเวนิว เมืองแมนแฮตตัน รัฐนิวยอร์ก ไปประท้วงที่หน้าวิหารเซนต์แพทริก (St. Patrick's Cathedral) ศูนย์กลางของกลุ่มต่อต้านชาวเกย์ในขณะนั้น ซึ่งธงรุ้งความยาว 1.25 ไมล์นี้ได้รับการบันทึกสถิติว่าเป็นธงที่มีความยาวที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
ผลงานชิ้นสุดท้ายของกิลเบิร์ตเกิดขึ้นในช่วงปี 2016-2017 ช่วงเวลาที่โดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์มาดำรงตำแหน่ง ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของผู้อพยพ คนผิวสี และผู้มีความหลากหลายทางเพศกลับมาเป็นที่ถกเถียงในสังคมอเมริกันอีกครั้ง ทำให้ผู้คนในชุมชน LGBTQ+ จำนวนหนึ่งรู้สึกกังวลต่อทิศทางสิทธิมนุษยชนในประเทศตัวเอง
ในช่วงเวลานั้นกิลเบิร์ต เบเกอร์ออกแบบผลงานศิลปะในรูปแบบชุดค่ายกักกัน ด้านหลังของผ้าคลุมปรากฏแถบสีรุ้งแปดสีและมีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมสีชมพูติดอยู่บนหมวก
ภายใต้ชุดของนักโทษค่ายกักกัน กิลเบิร์ตต้องการสื่อสารว่า แม้ผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเคยเผชิญกับความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และการกดทับจากสังคมในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ แต่พวกเขาจะยังคงยืนหยัด ต่อสู้ และมีความหวังต่อไป
วันที่ 31 มีนาคม ปี 2017 กิลเบิร์ต เบเกอร์ เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 65 ปี แต่มรดกทางความคิด อุดมการณ์อันแรงกล้า และจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขายังประดับอยู่ในใจของผู้คนไม่มีวันเสื่อมคลาย
ความหวัง เจตจำนง และการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของกิลเบิร์ต เบเกอร์ได้เปิดประตูบานสำคัญให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศรุ่นหลัง ทลายกำแพงความกลัวสู่ความกล้าที่จะยอมรับตัวเอง ใช้พลังของศิลปะเป็นกระบอกเสียง ส่งแรงขับเคลื่อนให้สังคมตระหนักถึงความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม และร่วมกันสร้างโลกที่เปี่ยมด้วยความหวังผ่านผืนธงสีรุ้งที่ยังคงโบกสะบัดอย่างงดงาม
“สิ่งที่ธงสีรุ้งมอบให้ คือความรู้สึกที่เราเชื่อมโยงถึงกัน ไม่ว่าฉันจะเดินทางไปที่ไหนในโลก หากได้เห็นธงสีรุ้ง ฉันจะรู้สึกทันทีว่าที่นั่นมีคนที่มีจิตวิญญาณผูกพันกัน หรือเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเรา มันเปรียบเสมือนภาษาในรูปแบบหนึ่ง และยังเป็นการประกาศถึงพลังขับเคลื่อน
“ฉันเคยหวังเพียงอยากให้มันเป็นสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายมันกลับเติบโตไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก และยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวฉันไปแล้ว”
วันนี้ การยอมรับและโอบกอดความหลากหลายทางเพศเบ่งบานในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในมิติวาจา การปฏิบัติ และการผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ กฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงาน ไปจนถึงหมุดหมายสำคัญอย่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่กำลังขยายตัวและเติบโตขึ้นทั่วโลก
สิ่งที่ผู้คน LGBTQIAN+ ต้องการ อาจไม่ใช่อะไรมากไปกว่าการได้ใช้ชีวิตธรรมดา ได้รัก ได้ฝัน และได้มีพื้นที่บนโลกใบนี้ในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ
ภาพ: Getty Images / GLBT History Society
อ้างอิง
A brief history of the rainbow flag. (n.d.). SF Travel. https://www.sftravel.com/article/brief-history-rainbow-flag
amNY. (2017, April 6). Baker sewed rainbow flag that sowed Pride worldwide. amNewYork. https://www.amny.com/news/baker-sewed-rainbow-flag-that-sowed-pride-worldwide/
Butler, E. (2011, June 18). Q&A Gilbert Baker, gay-rights campaigner and vexillographer talks to Eoin Butler. The Irish Times. https://www.irishtimes.com/life-and-style/people/q-a-1.600680
Carusi, C. (2025, June 19). The rainbow flag’s creator had very specific reasons for choosing its colors. Here’s What They Mean. Biography. https://www.biography.com/activists/a65057204/gilbert-baker-rainbow-pride-flag
Duhamel, K. (2023, June 6). The symbol of Pride. Canadian Museum for Human Rights. https://humanrights.ca/story/symbol-pride
Fisher M. M., & Antonelli, P. (2023, Jun 2). Flashback to 2015: MoMA acquires the rainbow flag. MoMA. https://www.moma.org/magazine/articles/909
Gilbert Baker, LGBT rainbow flag creator, dies aged 65. (2017, April 1). BBC. https://www.bbc.com/news/world-us-canada-39462530
GLBT Historical Society. (n.d.). Performance, protest & politics: The Art of Gilbert Baker. https://www.glbthistory.org/gilbert-baker
Gotthardt, A. (2019, Jun 12). How the rainbow flag became a universal symbol of gay rights. Artsy. https://www.artsy.net/article/artsy-editorial-rainbow-flag-universal-symbol-gay-rights
Grovier, K. (2016, June 15). The history of the rainbow flag. BBC. https://www.bbc.com/culture/article/20160615-the-history-of-the-rainbow-flag
Hidden history of the pride flag. (n.d.). San Diego Pride. https://sdpride.org/hidden-history-of-the-pride-flag/
Janos. A. (2025, January 31). G.I.s’ drug use in Vietnam soared—with their commanders’ help. History. https://www.history.com/articles/drug-use-in-vietnam
Jun 26 Gilbert Baker & the rainbow flag. (n.d.). Making Queer History. https://www.makingqueerhistory.com/articles/2022/6/26/gilbert-baker-amp-the-rainbow-flag-part-i
Mello, D. R., Jr., Esquenet, M. A., Willett, T. T. (2022, July, 7). Flying the rainbow corporate logo: The pride flag and your brand. Finnegan.
https://www.finnegan.com/en/insights/blogs/incontestable/flying-the-rainbow-corporate-logo-the-pride-flag-and-your-brand.html
Morgan, T. (2017, June 2). How did the rainbow flag become an LGBTQ+ symbol?. History. https://www.history.com/articles/how-did-the-rainbow-flag-become-an-lgbt-symbol
Mozingo, J. (2017, March 31). Gilbert Baker, creator of the gay pride rainbow flag, dies at 65. https://www.latimes.com/local/california/la-me-ln-rainbow-flag-creator-20170331-story.html
Mullen, M. (2025, May 28). The pink triangle: From Nazi label to symbol of gay pride. History. https://www.history.com/articles/pink-triangle-nazi-concentration-camps
National Park Service. (2025, February 14). Gilbert Baker. https://www.nps.gov/people/gilbert-baker.htm
NGV. (2023, March 16). The rainbow flag: A borderless design
https://www.ngv.vic.gov.au/essay/the-rainbow-flag-a-borderless-design/
Richardson, E. (2021, October 6). Where the Rainbow Flag Began. National Parks Conservation Association. https://www.npca.org/articles/3005-where-the-rainbow-flag-began
Woo, J. (2024, December 18). The colorful history of the rainbow flag. dwell. https://www.dwell.com/article/the-colorful-history-of-the-rainbow-flag-75a36537