15 มิ.ย. 2569 | 15:31 น.

KEY
POINTS
การล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นได้กับทุกวัย
และเมื่อเกิดขึ้นกับใครบาดแผลนั้นจะไม่เคยหายไปไหน ยิ่งผู้กระทำคือคนในครอบครัวด้วยแล้ว บาดแผลนั้นจะยิ่งกรีดลึกเท่าทวีคูณ
เหมือนกับ ‘ดร.พรินเซส โอลูเฟมิ คาโยดิ (Dr.Princess Olufemi Kayode)’ นักจิตวิทยาและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเด็กชาวไนจีเรีย ผู้เคยเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก ซึ่งสร้างบาดแผลในใจของเธอมาโดยตลอด
แต่สุดท้ายเธอก็เปลี่ยนความทรงจำอันเลวร้ายนั้นให้กลายเป็นแรงผลักดันมาช่วยเหลือเด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศมานานเกือบสามทศวรรษ
“ประสบการณ์ในวัยเด็กหล่อหลอมให้ฉันพร้อมเผชิญหน้ากับโลกในวันนี้”
เส้นทางชีวิตของพรินเซส คาโยดิเหมือนถูกลิขิตไว้ให้มีจิตวิญญาณนักสู้ตั้งแต่เกิด เริ่มต้นด้วยผู้เป็นพ่อที่หวังว่าจะได้อุ้มลูกชาย แต่สุดท้ายภรรยากลับคลอดลูกสาวแทน และยิ่งโตขึ้น พรินเซสก็เริ่มรับรู้ว่าการเป็นลูกผู้หญิงมักถูกลดทอนคุณค่า และไม่เคยได้รับความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น
นับแต่นั้น เธอเลยตั้งใจที่จะพึ่งพาตัวเอง แม้ว่าจะดูเป็นเด็กดื้อรั้น และหัวขบถในสายตาผู้ใหญ่บางคน แต่อยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า ลูกสาวอย่างเธอก็มีความสามารถและดีพร้อมไม่แพ้ลูกชายเหมือนกัน
“ลองนึกภาพฉันตอนอายุ 15 ที่บอกพ่อว่า ‘พ่อไปสนใจลูกคนอื่นเถอะ ส่วนเรื่องของหนู เดี๋ยวหนูจัดการเอง’ พ่อสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ฉันก็จะเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองได้เหมือนกัน
“ฉันเป็นนักสู้มาตลอด และตอนนี้ฉันก็ยังคงสู้อยู่ ตอนเป็นเด็ก ฉันมักจะลุกขึ้นปกป้องเพื่อคนที่เจ็บปวด คนที่บาดเจ็บ และคนที่ถูกโกง แม้ว่ามันจะทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนก็ตาม”
อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงการเรียนและการเข้าสังคม พรินเซสก็ทำได้ดีมาโดยตลอด
เธอรักการเขียนเป็นชีวิตจิตใจ และชอบถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านตัวอักษร คนรอบข้างจะชื่นชมว่าเธอเป็นคนที่เขียนกลอนเกี่ยวกับความรักเก่งมาก ๆ
อีกทั้งช่วงวัยเด็กที่เธอต้องย้ายโรงเรียนอยู่บ่อย ๆ ก็ยิ่งหล่อหลอมให้เธอเรียนรู้ที่จะปรับตัว และได้รู้จักเพื่อน ๆ ที่มาจากภูมิหลังที่หลากหลาย
ทว่าชีวิตอันปกติสุขของเด็กสาวกลับถูกทำลายลงด้วยฝันร้ายอันมืดมิดที่สุด และน่าเศร้าที่มันเกิดขึ้นใน ‘บ้าน’ ของตัวเอง
พรินเซสเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายครั้งว่า เธอเคยถูกลุงแท้ ๆ ล่วงละเมิดทางเพศ แต่ความเจ็บปวดที่กรีดบาดแผลของเธอซ้ำ คือท่าทีอันเฉยชาและการปิดปากเงียบของคนในครอบครัว เธอจึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังเลยสักครั้ง และบาดแผลนี้ฉุดรั้งตัวเธอให้จมดิ่งถึงขั้นเคยมีความคิดที่อยากจะจบชีวิตตัวเอง
"ฉันเยียวยาจิตใจตัวเองอยู่พักใหญ่ ตอนเด็กๆ ฉันไม่เคยเล่าเรื่องที่ถูกล่วงละเมิดห้ใครฟัง ต่อให้พ่อแม่จะรู้ความจริงตอนที่จับลุงได้คาหนังคาเขา แต่สุดท้ายฉันก็ยังต้องจมอยู่กับความเจ็บปวด นั่นอาจเป็นทั้งหมดที่พ่อแม่จะทำได้เพื่อปกป้องฉัน”
การเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในบ้านของครอบครัวคาโยดิ แต่เกิดขึ้นกับสังคมไนจีเรียเวลาที่มีความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายและจิตใจ รวมถึงทารุณกรรมทางเพศ และทุกคนรอบตัวก็พร้อมใจผลักเรื่องนี้ให้เป็นเพียง ‘เรื่องในครอบครัว’
แล้วเมื่อสังคมเงียบเฉยต่อความรุนแรงทางเพศจนทำให้เป็นสิ่งปกติ การสนทนาเรื่องเพศจึงเป็นหัวข้อต้องห้ามและน่าอับอายไปโดยปริยาย
หลายคนเลือกเก็บงำความเจ็บปวดไว้เพราะกลัวถูกตำหนิ ถูกตีตราจากสังคม หรือกระทั่งการไม่ได้รับความเชื่อถือ เมื่อออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง เหยื่อจำนวนมากจึงต้องเผชิญบาดแผลเพียงลำพัง ขณะที่ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวลและก่อความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศก็จะยังคงดำรงอยู่ในสังคมต่อไป
เมื่อการเขียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ดีที่สุด พรินเซสจึงใช้การเขียนกลอนเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจและระบายความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้ พยายามทำความเข้าใจกับประสบการณ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เธอเผชิญในวัยเด็กและวัยรุ่น แล้วส่งต่อความรู้สึกไปถึงคนอื่นที่เคยมีบาดแผลเดียวกัน
พรสวรรค์ด้านการเขียนของเธอไปเข้าตาผู้จัดพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian ในไนจีเรีย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเธอก้าวเข้าสู่วงการสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ
จนเธอได้เข้ามาเป็นนักเขียนคอลัมน์ผู้หญิงประจำสัปดาห์ที่หนังสือพิมพ์ The Punch ซึ่งในสมัยนั้นจะนิยมเขียนแนวแฟชั่น ไม่ก็สูตรอาหาร แต่พรินเซสเลือกที่จะเล่าเรื่อง ‘ทารุณกรรมทางเพศในเด็ก (Child Sexual Abuse)’ ลงในคอลัมน์แทน
หลังจากตีพิมพ์หัวข้อนี้ไป จดหมายมากกว่าพันฉบับก็ส่งเข้ามาที่ The Punch จากทั่วประเทศ ในตู้จดหมายของบริษัท และอีเมล หลายคนเล่าประสบการณ์การถูกละล่วงละเมิดและทารุณกรรมทางเพศเมื่อตอนเป็นเด็ก และบางคนยังคงเป็นเหยื่อ
“พวกเขาเล่าถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ตนเองถูกล่วงละเมิดจากคนใกล้ตัวที่รู้จักซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วฉันก็จะเขียนให้สาธารณชนรับรู้อยู่เสมอ มันทำให้ฉันตระหนักได้ทันทีว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าหยิบยกขึ้นมาพูด
“สังคมมักโยนความอับอาย ความไม่เคารพ และตัดสินทุกอย่างไปที่ผู้เสียหาย แล้วสุดท้าย เหยื่อก็กลายเป็นฝ่ายถูกกล่าวหาเสียเอง”
ณ เวลานั้น เธอรู้แล้วว่าสื่อมีพลังที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้เหยื่อที่ไม่มีทางสู้ได้ และอยากขยายเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ในสังคมวงกว้าง จึงเป็นจุดเริ่มต้นความคิดที่จะตั้งองค์กรของตัวเอง และจะใช้สื่อเป็นตัวขับเคลื่อนประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศในไนจีเรีย
หลังจากลาออกจากหนังสือพิมพ์ The Punch เธอไปทำงานกับองค์กรสังคมที่ชื่อว่า JAAIDS ซึ่งเป็นองค์กร NGO ที่ใช้สื่อในการรณรงค์และลดการตีตราผู้ป่วยเอชไอวีและเอดส์ รวมถึงให้ความรู้และบริการด้านสุขภาพในไนจีเรีย เป็นระยะเวลา 2 ปี
ช่วงที่เธอทำงานอยู่ที่ JAAIDS พรินเซสก็ก่อตั้ง ‘MediaCon’ ซึ่งมาจาก Media Concern Initiative for Women & Children ตามที่ตั้งใจไว้ โดยใช้ห้องนั่งเล่นในบ้านเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมและให้ความรู้เรื่องเพศ สุขภาพเจริญพันธุ์ และการปฏิบัติตัวกับเพศตรงข้ามในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้กับเด็กและวัยรุ่น
และขณะที่พรินเซสกำลังค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือ เธอพบกับงานวิจัยหลายฉบับที่อธิบายถึงผลกระทบระยะยาวทางจิตใจและพฤติกรรมอันเกิดจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ข้อมูลเหล่านั้นเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนภาพตัวเธอในอดีต ที่ทำให้เธอเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า พฤติกรรมและปัญหาความสัมพันธ์ย่ำแย่ที่เธอเคยเผชิญ ล้วนมีต้นตอมาจากบาดแผลและความบอบช้ำในวัยเด็ก
ความจริงข้อนี้ทำให้พรินเซสนึกถึงเด็ก ๆ ในไนจีเรียที่อาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิด เธอไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไปได้ และต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากอันตรายทางร่างกาย จิตใจ และไม่ต้องมาประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเธอ
หลังจากตั้ง MediaCon ได้ 4 ปี พรินเซสก็สอบเทียบวุฒิ เรียนจบชั้นมัธยมปลาย แล้วเรียนต่อด้านจิตวิทยา และกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อนำความรู้มาต่อยอดการทำงาน ในที่สุด เธอก็สำเร็จการศึกษาด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal Justice) จากมหาวิทยาลัยวาลเดน (Walden University) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ
พรินเซสนำประสบการณ์ชีวิต ความรู้ ทักษะการทำงานสื่อ ระดมทรัพยากรและเครือข่ายที่มีทั้งหมดมาทุ่มเทกับงานนี้อย่างเต็มที่
หัวใจสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำ คือ การเปลี่ยนความคิดของสาธารณชน และสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง MediaCon จึงใช้สื่อเป็นตัวขับเคลื่อนสังคมอีกครั้ง คอยติดตามตรวจสอบการรายงานข่าวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็ก จัดทำคู่มือสื่อสำหรับการรายงานข่าวประเด็นนี้ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการนำเสนอข่าวสารที่เป็นปัญหาสังคมและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาทิ ความรุนแรงในครอบครัว การค้าประเวณี และการค้ามนุษย์
รวมถึงจัดอบรมอาสาสมัครจำนวนมากที่มีพื้นฐานด้านการให้คำปรึกษาและการดูแลสุขภาพจิต พร้อมขยายเครือข่ายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของไนจีเรีย เนื่องจากเธอให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา และการปกป้องความปลอดภัยของร่างกาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงต่าง ๆ ได้
นอกจากนี้ พรินเซสยังเริ่มจัดตั้งสายด่วนให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงทางเพศ โดยประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติของไนจีเรีย เพื่อให้ประชาชนสามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ฟรีทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีผู้ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนมากกว่า 2,000 สาย ภายในเวลาเพียง 2 ปีแรก
ส่วนการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจและการช่วยเหลือรายบุคคล พรินเซสให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางเพศ ทั้งด้านสุขภาพจิตและร่างกาย อาทิ การพูดคุยให้คำปรึกษา การจัดหายาคุมฉุกเฉิน การตรวจร่างกาย และชุดเก็บหลักฐานการล่วงละเมิดทางเพศ (Rape Kit) ขณะเดียวกัน เธอยังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และคืนความยุติธรรมให้เหยื่อ
พรินเซสเล่าว่า มีหลายเคสที่ผู้หญิง โดยเฉพาะเยาวชนตกเป็นเหยื่อของการข่มขืนและความรุนแรงทางเพศ และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ บางเคสเกิดขึ้นในเวลากลางวัน
“เคยมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ฉันคิดว่าเธอน่าจะอายุประมาณ 13-14 ปี ถูกข่มขืนกระทำชำเราอย่างทารุณในร้านค้าของคุณยายของเธอกลางวันแสก ๆ เธอต้องเย็บแผลมากกว่า 20 เข็ม และเสียเลือดมาก มันเกือบจะเป็นการรุมโทรมอยู่แล้ว แต่โชคดีที่มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งผ่านมาเลยช่วยเธอไว้ได้ทัน ทีมช่วยเหลือเหยื่อเลยลงพื้นที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือทันที จากนั้น พวกเขาก็ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้วรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาล”
“อีกคดีหนึ่ง คือเด็กผู้หญิงถูกพ่อบังคับให้ทำออรัลเซ็กซ์ พอแม่ของเด็กรู้เรื่องเข้าเลยเข้าแจ้งความ แต่กลับถูกขับไล่ออกจากบ้าน ไม่มีใครดูแลหรือให้ความช่วยเหลือ เธอและลูกสาวทั้งสามคนเลยเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใต้การดูแลของเรา มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก”
แม้จะไม่สามารถลบเหตุการณ์ที่โหดร้ายออกไปจากใจเหยื่อได้ แต่พรินเซสก็จะคอยเป็นที่พักพิง และยื่นมือเข้ามาช่วยเหยื่อให้มีกำลังใจก้าวเดินต่อไป
นอกจากนี้ พรินเซสยังเป็นอีกคนที่ต่อต้าน ‘วัฒนธรรมความเงียบ ที่ทำให้เหยื่อจำนวนมากต้องเก็บงำความเจ็บปวดไว้เพราะความอับอายหรือแรงกดดันจากสังคม เธอพยายามสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้ผู้รอดชีวิตและคนรอบตัวกล้าพูดความจริง เปิดโปงความรุนแรง และไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดหลบซ่อนอยู่หลังความเงียบได้อีก
จนถึงวันนี้ MediaCon องค์กรที่สร้างขึ้นจากหัวใจของ พรินเซส คาโยดิ สามารถช่วยเหลือและเปลี่ยนชีวิตเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งชายและหญิงทั่วโลกรวมกันไปแล้วมากกว่า 700,000 คน และพวกเขาก็ยังคงเดินหน้าภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้รอดชีวิตไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดเพียงลำพัง
“เราจำเป็นต้องหันกลับมาใส่ใจปัญหาของเด็ก ๆ ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่มีไนจีเรียให้เราอยู่อีกต่อไป”
ภาพ: เฟซบุ๊ก Dr. Princess Olufemi-Kayode
อ้างอิง:
I attempted suicide in my teenage years – Princess
Dr. Olufemi-Kayode: My work at Media Concern Initiative has exposed me to many skills
Breaking the Silence: My soul bleeds…from my memoirs
How I Survived Sexual Abuse, Lessons For Parents - Princess Olufemi-Kayode