11 มิ.ย. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“ในป่าใกล้เมืองชัยปุระ คุณยังมีโอกาสเจอเสือดาว ได้ง่ายกว่าการเห็นผู้หญิงออกมาขับรถบนท้องถนนเสียอีก”
คำพูดติดตลกของชาวเมืองชัยปุระ สะท้อนความจริงอันขมขื่นของแดนภารตะ ประเทศที่ความเท่าเทียมทางเพศยังคงเป็นเรื่องห่างไกล และพื้นที่สาธารณะแทบจะไม่เหลือความปลอดภัยให้กับผู้หญิง
ข้อมูลจากสำนักงานบันทึกอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดีย (NCRB) ระบุว่า ในปี 2022 มีรายงานผู้หญิงถูกข่มขืนมากกว่า 31,000 คดี หรือเกือบ 90 คดีต่อวัน เฉลี่ยแล้วในทุก ๆ 15 นาที จะต้องมีผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคนตกเป็นเหยื่อจากส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ
นี่คือสถานการณ์ที่ผู้หญิงอินเดียต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา และหากย้อนกลับไปในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2012 คดีของ ‘นิรภยา’ (Nirbhaya) นักศึกษาแพทย์วัย 22 ปี ที่ถูกชาย 6 คนรุมข่มขืนบนรถโดยสารประจำทางในกรุงเดลี จนเธอเสียชีวิตในเวลาต่อมา ยิ่งทำให้เห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะของอินเดีย คือหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุด
คำว่า นิรภยา แปลว่าปราศจากความกลัว
เธอใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญ กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะออกมาร่ำเรียนหนังสือ
แต่สุดท้าย ความหาญกล้าที่หล่อหลอมตัวตนของเธอขึ้นมา กลับถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนแปลกหน้าบนรถโดยสารคันนั้นอยู่ดี
ความโกรธแค้นของผู้คนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงเดลี แต่นิรภยาก็ยังคงเป็นเพียงหนึ่งในชื่อที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรมของอินเดียเสมอมา
โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากความพยายามลดอัตราการคุกคามทางเพศ พร้อม ๆ กับการสร้างรายได้ให้กับเหล่าคุณแม่ คุณยาย หรือหญิงหม้ายที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ในสังคมอนุรักษนิยมสุดโต่งอย่างรัฐราชสถาน การที่ผู้หญิงจะก้าวข้ามจากครัวในบ้าน ออกมาจับพวงมาลัยรถบนท้องถนน คือการท้าทายจารีตประเพณีอย่างรุนแรง
ผู้ชายในบ้านต่างตั้งคำถามว่า พวกเขาจะปล่อยให้ผู้หญิงออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างไร?
แต่สุดท้ายพวกเธอก็กล้าที่จะก้าวข้ามความกังวลเหล่านั้น ลองออกมาใช้ชีวิต หาเงินด้วยสองมือของตน
“ฉันขับรถมาตั้งแต่ปี 2018 แต่ผู้คนก็ยังมองด้วยความสงสัยอยู่ดี...” ปูนัม เทวี (Poonam Devi) คุณแม่ลูกสองวัย 33 ปี เล่าถึงสายตาของสังคม “ผู้หญิงในครอบครัวราชสถานแบบดั้งเดิมมักถูกจำกัดให้อยู่แค่ในบ้าน การได้ออกมาขับรถและพูดคุยกับนักท่องเที่ยว ทำให้ฉันตระหนักว่าโลกนี้กว้างใหญ่แค่ไหน”
ปูนัมคือหนึ่งในผู้หญิงราว 200 คนที่ได้รับโอกาสจาก ACCESS Development Services องค์กรไม่แสวงกำไรที่เข้ามาฝึกอบรมการขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (e-auto) ในเมืองชัยปุระ เพื่อดึงผู้หญิงออกจากภาคเกษตรกรรมที่ทำงานหนักแต่รายได้ต่ำ ให้ก้าวสู่ภาคบริการที่มีรายได้มั่นคงขึ้น โดยพวกเธอสามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้สูงถึง 350 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 11,535 บาท (มากกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของรัฐถึงสองเท่า) โมเดลสีชมพูนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชัยปุระ แต่เริ่มขยายตัวไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น รันชี (Ranchi), สุรัต (Surat), บงไกกอน (Bongaigaon), โอดิชา (Odisha) และคุร์เคาน์ (Gurgaon)
สำหรับ สรัสวตี ซาหู (Saraswati Sahu) หญิงหม้ายวัย 34 ปี ที่เคยมีรายได้จากการเป็นลูกมือร้านเสริมสวยเพียงเดือนละ 2,500 รูปี (ประมาณ 860 บาท) รถสีชมพูคันนี้คือเครื่องมือเปลี่ยนชีวิต
“ตอนนี้ฉันมั่นใจแล้วว่าจะสามารถดูแลครอบครัวและส่งลูกสาวเรียนต่อได้ จากรายได้ที่ได้รับจากการขับรถตุ๊กตุ๊ก”
เช่นเดียวกับ โมนา ดาส (Mona Das) คุณแม่ลูกสองที่ต้องหอบลูกไปอาศัยข้างบ้านพี่สาวหลังจากสามีติดเหล้าและตกงาน การขับรถตุ๊กตุ๊กอาจเป็นงานที่ท้าทายสายตาผู้คน แต่นี่คือทางเลือกเดียวที่ทำให้เธอรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง และเลี้ยงดูลูกให้เติบใหญ่
“ฉันทำงานอยู่ที่คุร์เคาน์มาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว แต่ไม่เคยเห็นรถสามล้อสีชมพูเลยสักคัน ฉันหวังจริง ๆ ว่าโครงการแบบนี้จะกลับมาอีก เพราะปัญหาด้านความปลอดภัยหลายอย่างน่าจะได้รับการแก้ไข” ปราจี การ์ก (Prachi Garg) ผู้โดยสารประจำเล่าถึงความข้องใจ
ขณะที่ วันดานา ไซนี (Vandana Saini) พนักงานบริษัทวัย 25 ปี กล่าวเสริมว่า “ฉันเคยใช้บริการแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็แทบไม่เห็นรถเหล่านี้อีกเลย ตอนนี้กลายเป็นเรื่องน่าขำไปแล้วมากกว่า ฉันคิดว่าตำรวจควรหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่านี้”
รัฐบาลท้องถิ่นตั้งเป้าแจกจ่ายรถสามล้อไฟฟ้าจำนวน 10,000 คัน ให้แก่ผู้หญิงที่กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องเลิกรากับสามีไปด้วยเหตุผลบางอย่าง รวมไปถึงผู้มีรายได้น้อย โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐานจาก Kinetic Green ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองปูเน ที่เข้ามาอุดหนุนค่าใช้จ่าย ตัวรถได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ มีระบบ GPS สัญญาประกัน 5 ปี และมีการสร้างสถานีชาร์จรองรับกว่า 1,500 แห่งทั่วทั้งรัฐ เพื่อลบร่องรอยความล้มเหลวในอดีตทิ้งไป
ลักษมี ตุตตาร์ (Laxmi Tuttar) หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการในเดือนสิงหาคม 2024 จากชุมชนชายขอบในเมืองปูเน สะท้อนภาพความภาคภูมิใจใหม่นี้ว่า “เมื่อก่อนรายได้ต่อวันแทบไม่พอค่าข้าว แต่เมื่อฉันได้รับคัดเลือกเข้าโครงการนี้ ฉันรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเสียที เพราะนี่ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่คือการสร้างบางสิ่งให้กับตัวเอง... ตอนนี้เวลาขับรถ ฉันขับด้วยความภาคภูมิใจ ฉันไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครอีกต่อไป”
สุลัจจา ฟิโรเดีย มอตวานี (Sulajja Firodia Motwani) ซีอีโอของ Kinetic Green มองว่า โครงการนี้คือตัวอย่างชั้นดีที่ทำให้เห็นว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์เข้ากับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม เพราะเมื่อผู้หญิงขับรถพลังงานสะอาด เมืองก็จะมีมลพิษน้อยลง และปลอดภัยมากขึ้น
ถึงอัตราการที่ผู้หญิงถูกข่มขืนในอินเดียจะไม่ได้มีแนวโน้มลดลงทันตา (เมื่อเทียบกับช่วงการระบาดของโควิด19) แต่อย่างน้อยเราก็ยังเห็นถึงความพยายามจากทุกภาคส่วน ในการระดมกำลังลงมาแก้ปัญหาที่น่าหนักใจเช่นนี้ และ ‘Pink Rickshaw’ ก็ได้ทำให้เห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์อันน่าหดหู่ อย่างน้อยยังมีบางกลุ่มลุกขึ้นมาทำบางอย่าง ไม่ได้ยอมจำนนต่อโชคชะตาเสียทีเดียว
เพราะสุดท้ายแล้วเมืองที่ดี คือเมืองที่ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะมีเพศสภาพหรือสถานะใด สามารถออกมาใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความกลัว
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
อ้างอิง
Gurgaon’s pink autos for women a failure despite rising cases of sexual assault.
Has rape become normalized in India?
India struggles with high rape cases, low conviction rates.
In Bongaigaon, pink is the colour of safety.
Meet the female riders of Jaipur’s Pink City Rickshaw Company.
Pink City Rickshaw Puts Women in the Driver’s Seat.