‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดที่หลอมอำนาจรัฐศาสนาในอิหร่าน

‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดที่หลอมอำนาจรัฐศาสนาในอิหร่าน

ท่ามกลางความขัดแย้งของอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ผู้หล่อหลอมรัฐ การเมือง และศาสนาเข้าด้วยกัน ก็เสียชีวิตลงระหว่างถูกโจมตี

KEY

POINTS

เช้าวันที่ 1 มี.ค. 2026 ขณะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วันใหม่ แต่สถานการณ์สงครามแถบตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด และมีรายงานข่าวว่า วันที่ 28 ก.พ. 2026 ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิต พร้อมกับนายทหารระดับสูงหลายนาย

แต่ถ้าย้อนกลับไปยังเส้นทางการเมืองของคาเมเนอี เขาคือผู้นำสูงสุดคนที่ 2 ที่รวมอำนาจไว้ในมือ หล่อหลอมการเมือง กฎหมาย และศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน วางรากฐานระบบการเมืองที่ผสานอำนาจทางศาสนาเข้ากับกลไกรัฐไว้อย่างแนบแน่น มองว่าเสถียรภาพของสาธารณรัฐอิสลามต้องมาก่อนแรงกดดันจากภายในและภายนอกประเทศ

การจากไปของเขาจึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของผู้นำคนหนึ่ง แต่คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของอิหร่านทั้งในเชิงอำนาจและทิศทางประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครจะมาสานต่ออุดมการณ์ แต่ชวนดูต่อว่า ว่อิหร่านจะยังคงยืนอยู่บนเส้นทางเดิม หรือกำลังจะต้องก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ภายใต้แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุขึ้นทุกขณะ

นักบวชที่ลงการเมือง

คาเมเนอีเป็นลูกคนที่ 2 จากทั้งหมด 8 คนของครอบครัวนักบวช เกิดในเมืองมาชฮัด ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวชีอะห์ในอิหร่าน

เขาเริ่มเรียนศาสนาตั้งแต่อายุ 4 ปี และไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้านศาสนาที่เมืองกอม ได้รับความรู้จากนักวิชาการชั้นนำหลายคน รวมถึง ‘อยาตอลเลาะห์ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี’ ที่ภายหลังกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติอิสลาม

คาเมเนอีเข้ามามีบทบาททางการเมืองช่วงต่อต้านระบบกษัตริย์ในปี 1963 เขาเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของโคมัยนี ซึ่งถูกเนรเทศออกจากประเทศในช่วงนั้น ทำให้ถูกหน่วยงานความมั่นคงอิหร่านจับกุมอยู่หลายครั้งจนระบอบกษัตริย์ล่มสลาย

ปี 1979 โคมัยนีเดินทางกลับอิหร่าน ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชน กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญ เพราะมีการเลือกประชามติทั่วประเทศเพื่อจัดตั้ง ‘สาธารณรัฐอิสลาม’ และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหนึ่งในข้อกำหนดของกฎหมาย คือ การกำหนดให้มีตำแหน่งผู้นำสูงสุด

ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ทำให้โคมัยนีถูกสถาปนาเป็นผู้นำสูงสุดคนแรก ส่วนคาเมเนอีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิวัติ นั่งเก้าอี้รองรัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)  และผู้แทนส่วนตัวของโคมัยนีในสภากลาโหมสูงสุด 

ช่วงต้นเส้นทางการเมืองของคาเมเนอีเขาประกาศตัวชัดเจนว่า สนับสนุนโคมัยนี เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค Islamic Republican Party (IRP) ซึ่งภักดีต่อท่านผู้นำ ก่อน ‘โมฮัมหมัด อาลี ราไจ’ ประธานาธิบดีและเลขาธิการพรรค IRP จะเสียชีวิตจากเหตุระเบิด เขาจึงขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

คาเมเนอีได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม 1981 และได้รับเลือกอีกครั้งในปี 1985 อย่างไรก็ตาม วิธีการบริหารของเขาไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่รวมอำนาจไว้ในมือรัฐมนตรีที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาเอง

กฎหมาย การเมือง และศาสนาคือเรื่องเดียวกัน

แนวคิดการปกครองของ อาลี คาเมเนอี ตั้งอยู่บนรากฐานของอุดมการณ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่านที่เรียกว่า ‘วิลายัต อัล-ฟะกีห์’ ซึ่งมองว่า รัฐอิสลามต้องอยู่ภายใต้การปกครองของนักการศาสนาที่มีความรู้ศาสนาอิสลามชีอะห์ กฎหมายและการเมืองไม่ควรถูกแยกออกจากศาสนา และประชาธิปไตยไม่เพียงพอสำหรับสังคมอิสลาม 

แต่ในทางปฏิบัติ คาเมเนอีให้ความสำคัญกับการรักษาอัตลักษณ์อิสลามและการต่อต้านอิทธิพลตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา โดยมองว่าเป็นภัยต่อเอกราชทางการเมืองและวัฒนธรรมของอิหร่าน แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในนโยบาย ‘เศรษฐกิจต้านทาน’ ที่มุ่งให้ประเทศพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาภายนอก และเสริมความมั่นคงของรัฐอิสลาม

นอกจากนี้ คาเมเนอีให้ความสำคัญกับรัฐศาสนามากกว่าเสียงประชาชน แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็ยังคิดว่า บทบาทของประชาชนต้องอยู่ภายใต้กรอบของอิสลามและการชี้นำของผู้นำศาสนาอยู่ดี ทำให้โครงสร้างการเมืองอิหร่านเป็นระบบผสมระหว่างสาธารณรัฐกับเทวาธิปไตย

ดังนั้น ในฐานะผู้นำสูงสุด เขามีอำนาจเด็ดขาดเหนือทุกสถาบันสำคัญของอิหร่าน เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุว่า ผู้นำสูงสุดมีอำนาจแต่งตั้งหรือปลดบุคคลในหน่วยงานต่าง ๆ ได้ เขาสามารถกำหนดภาระงาน ควบคุมกองทัพของอิหร่าน และใช้เครือข่ายนักบวช สถาบันศาสนา และสื่อของรัฐในการกำหนดกรอบอุดมการณ์ของสังคมอิหร่าน

เมื่อบ้านเมืองเกิดความไม่สงบ คาเมเนอีถูกมองว่า เขามีบทบาทสำคัญในการรับมือความไม่สงบโดยใช้อำนาจและเครือข่ายปราบปรามผู้เห็นต่าง 

ยกตัวอย่างเช่น ปี 2009 ประชาชนออกมาประท้วงผลการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับจับกุมประชาชน ปิดกั้นสื่อ และใช้กำลังสลายการชุมนุม ตามรายงานของ BBC News ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยหลายสิบคน และมีผู้ถูกจับกุมหลายพันคน ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่ามีการทรมานและการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหา 

เพราะสำหรับคาเมเนอีหน้าที่ของผู้นำ คือ การรักษาเสถียรภาพของประเทศและความต่อเนื่องของสาธารณรัฐอิสลามให้คงอยู่ต่อไป 

บทบาทในสงครามปี 2023

ปี 2023 สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลเพิ่มสูงขึ้น หลังกลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนมาก 

เหตุการณ์นี้ทำให้อิสราเอลมองว่า อิหร่านคือผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มฮามาส ซึ่งสนับสนุนทั้งงบประมาณ อาวุธ และการฝึกทหาร แต่ทางอิหร่านก็ออกมาปฏิเสธตลอด 

แม้จะไม่ได้ยอมรับว่าอิหร่านมีส่วนร่วมกับสงครามครั้งนี้ แต่คาเมเนอีก็แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า สนับสนุนการเมืองของปาเลสไตน์

“เราขอจุมพิตมือของผู้ที่วางแผนโจมตีระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล)” คาเมเนอีกล่าวขณะสวมผ้าพันคอปาเลสไตน์ในการพูดออกสื่อครั้งแรกนับแต่เกิดการโจมตี

เขายังบอกอีกว่า “แผ่นดินไหวทำลายล้างครั้งนี้ (การโจมตีของฮามาส) ทำลายโครงสร้างสำคัญบางส่วน ในอิสราเอล) ซึ่งซ่อมแซมยาก ระบอบไซออนิสต์เองต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อหายนะครั้งนี้”

รวมถึงอิหร่านยังสนับสนุนเครือข่าย ‘Axis of Resistance’ ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองและกองกำลังติดอาวุธในตะวันออกกลางที่มีอิหร่านสนับสนุน เหตุผลนี้ทำให้อิหร่านมีอิทธิพลต่อความขัดแย้ง แม้ไม่ได้รบเอง

ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกันกับที่ นักวิเคราะห์ตะวันตกจำนวนมากประเมินว่า อิหร่านใช้ยุทธศาสตร์ ‘สงครามตัวแทน' ผ่านเครือข่ายพันธมิตรเพื่อกดดันอิสราเอลโดยหลีกเลี่ยงสงครามตรง ๆ

หลังจากนั้น สงครามก็ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง จนกระทั่งเริ่มมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงครั้งใหญ่ซึ่งมีผลในวันที่ 19 ม.ค. 2025 ทำให้ทั้งสองฝ่ายหยุดการสู้รบ หลังสงครามยืดเยื้อประมาณ 15 เดือน 

วันที่อิหร่านไม่มีผู้นำ

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แถบตะวันออกเกิดสงครามอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยชนวนความตึงเครียดเกิดจากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่จบลงโดยไร้ข้อสรุป แม้จะมีรายงานข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันต่อในสัปดาห์ถัดไป แต่ภาพรวมสถานการณ์ก็ยังคงตึดเครียดและยังไม่น่าไว้ว้างใจ

แต่โดนัลด์ ทรัมป์กลับเลือกยกระดับแรงกดดัน คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ กดดันพันธมิตรของอิหร่าน ขีดเส้นตายให้อิหร่านภายใน 10-15 วันพร้อมคำเตือนว่าอิหร่านจะต้องเผชิญ ‘สิ่งเลวร้าย’ หากไม่บรรลุข้อตกลง

รวมถึงเดินหน้าใช้กำลังทหารตะวันออกกลางเพื่อปรามการโจมตี ทั้งการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มในตะวันออกกลาง ส่งเรือเร็ว IRGC พยายามสกัดเรือบรรทุกน้ำมันที่มีสหรัฐคุ้มกัน และยิงโดรนอิหร่านที่เข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารกลางวันแสก ๆ เป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ แต่พุ่งไปยังศูนย์กลางอำนาจของรัฐอิหร่าน

มีรายงานการระเบิดในหลายเมือง รวมถึงกรุงเตหะรานและอิสฟาฮาน ในเตหะราน จุดที่ถูกเล็งเป้าครอบคลุมหน่วยข่าวกรอง อาคารราชการ และพื้นที่ใกล้สำนักงานของผู้นำสูงสุด ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ และมีรายงานว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ได้อยู่ในเตหะรานในขณะนั้น และถูกนำตัวไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว

แม้จะมีการทิ้งท้ายว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือกันต่อในสัปดาห์ถัดไป แต่บรรยากาศโดยรวมยังเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ และช่องว่างทางจุดยืนที่กว้างพอจะทำให้สถานการณ์เปราะบางอย่างยิ่ง

ถึงอย่างนั้น ในวันที่ 1 มี.ค. 2026 มีรายงานข่าวว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข่าวการเสียชีวิตก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง 

โทรทัศน์ของรัฐอิหร่านและสำนักข่าว IRNA ไม่ได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของผู้นำวัย 86 ปี ระบุเพียงว่าเขาอยู่ภายในที่พำนักในใจกลางกรุงเตหะรานเมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Airbus แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกทิ้งระเบิดอย่างหนัก

หลังจากผู้นำอิหร่านจากไป โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเองว่า “คาเมเนอีหนึ่งในคนที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เสียชีวิตแล้ว นี่คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงครั้งเดียวสำหรับประชาชนอิหร่านที่จะทวงคืนประเทศของพวกเขา”

ขณะเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญอิหร่านกำหนดว่า ผู้นำคนใหม่จะถูกเลือกโดยคณะนักบวช 88 คน และหนึ่งในตัวเต็งคือ โมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของคาเมเนอีวัย 56 ปี  นักบวชที่ศึกษาอยู่ในเมืองกอมเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและไม่แน่นอน อิหร่านกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง การจากไปของผู้นำสูงสุดไม่เพียงสะเทือนโครงสร้างอำนาจภายในประเทศ แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตะวันออกกลางและเวทีโลกที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป