เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’

Heatwave ได้กลายมาเป็น ‘ฤดูกาลใหม่’ ของยุโรป หลายเมืองกำลังเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตเพื่อรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้น

KEY

POINTS

ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม่น้ำแซน (Seine) ในเมืองปารีส เหล่าหนุ่มสาวต่างมากระโดดลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน ผู้คนต่อแถวยาวหน้าพัดลมไอน้ำเพียงเพื่อยืนรอให้ไอเย็นบาง ๆ ปะทะใบหน้าไม่กี่วินาทีก่อนขยับให้คนถัดไป หรือแม้แต่โรงหนังที่ปกติวันธรรมดาคนบางตา วันนี้กลับมีผู้คนมาใช้บริการกันอย่างหนาแน่น ไม่ใช่เพราะมีหนังใหม่ที่น่าสนใจ แต่เพียงเพราะในที่แห่งนั้นมีแอร์

นี่คือฤดูร้อนในปารีสปี 2026 ไม่ใช่ภาพจำเดิมที่มีคนนั่งจิบกาแฟริมถนนใต้แสงแดดอ่อน ๆ อีกต่อไป

ปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งแตะ 40 องศา จากปรากฏการณ์ Heatwave โรงเรียนหลายแห่งประกาศปิดเพราะอากาศร้อนเกินไป เจ้าหน้าที่ต้องฉีดน้ำตามพื้นที่สาธารณะเพื่อบรรเทาความร้อน และภาพคนเข้าแถวรอไอเย็นจากพัดลมไอน้ำ กลายเป็นภาพที่แปลกตาในหลายประเทศของยุโรป ตั้งแต่สเปน โปรตุเกส อิตาลี เยอรมนี ไปจนถึงฝรั่งเศส จนหลายคนเริ่มเรียกว่า ‘ฤดูกาลใหม่ของยุโรป’

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’

ปรากฏการณ์ที่มีชื่อว่า Heatwave

‘คลื่นความร้อน’ หรือ Heatwave คือภาวะที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องหลายวัน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักเกิดบ่อยขึ้น ยาวนานขึ้น และรุนแรงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้นเช่นนี้ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสไม่ได้มุ่งเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล (Living in harmony with nature) จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ National Biodiversity Strategy 2030 หรือ ยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ที่มุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ที่จะส่งผลต่อโลกธรรมชาติในระยะยาว

แต่สิ่งที่แปลกกว่าคลื่นความร้อน คือภาพที่เห็นตรงหน้า ทำไมคนปารีสถึงต้องเข้าคิวหน้าพัดลมไอน้ำ หรือซื้อตั๋วหนังเพียงเพื่อนั่งในที่เย็น ๆ คำตอบง่าย ๆ คือ บ้านของชาวยุโรปจำนวนมากไม่มีเครื่องปรับอากาศ ถึงแม้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม

ย้อนไปไม่กี่สิบปีก่อน คำตอบนี้ฟังดูสมเหตุสมผล ฤดูร้อนของฝรั่งเศสเคยสั้นและไม่รุนแรง บ้านเรือนจึงถูกออกแบบให้เก็บความอบอุ่นไว้รับมือฤดูหนาว มากกว่าระบายความร้อนในฤดูร้อน การลงทุนติดตั้งแอร์ราคาแพงเพื่อใช้เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อปี จึงไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น บ้านที่เคยช่วยให้ผู้คนผ่านฤดูหนาวได้สบาย กลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม ผนังหินหนาและฉนวนที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่น เปลี่ยนบ้านที่ ‘แสนสุข’ ให้กลายเป็นบ้านที่ ‘แสนสุก’ เสียอย่างนั้น

และยังคงมีอีกหนึ่งเงื่อนไขนั่นคือ อาคารจำนวนมากในฝรั่งเศสเป็นสไตล์ ‘โอสมานน์’ (Haussmann) ที่ได้รับการคุ้มครองด้านสถาปัตยกรรม การเจาะผนังหินเพื่อติดตั้งท่อแอร์ หรือแขวนคอมเพรสเซอร์ไว้นอกอาคาร จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ตามใจ เพราะต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ทัศนียภาพของเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องอากาศหรือข้อกฎหมาย หากเป็นเรื่องของ ‘วิธีคิด’ 

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’ ในวัฒนธรรมของชาวฝรั่งเศสมีแนวคิดที่เรียกว่า ‘Joie de Vivre’ หรือ ความเพลิดเพลินใจในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อย่างการ ใช้เวลาในพื้นที่สาธารณะ การเปิดรับฤดูกาล และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าการควบคุมทุกสิ่งให้เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์

มุมมองเช่นนี้ทำให้การใช้เครื่องปรับอากาศไม่ได้ถูกมองเพียงว่า สะดวก หรือ ไม่สะดวก แต่ยังเป็นคำถามเรื่องการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะแม้แอร์จะช่วยให้มนุษย์รับมือกับความร้อนได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานจำนวนมาก และหากพลังงานนั้นยังมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การแก้ปัญหาระยะสั้นก็อาจกำลังซ้ำเติมปัญหาระยะยาว

แน่นอนว่าคนฝรั่งเศสไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมด เพราะผลสำรวจของ ADEME (Agence de la transition écologique) หน่วยงานด้านการเปลี่ยนผ่านเชิงนิเวศของฝรั่งเศส พบว่า ยอดติดตั้งแอร์เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 24% ระหว่างปี 2023 ถึง 2025 สะท้อนว่า เมื่อคลื่นความร้อนเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น ก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีรับมือของผู้คนอย่างชัดเจน

แต่การถกเถียงเรื่องนี้ก็พาให้ย้อนกลับไปสู่แนวคิดหนึ่งที่หยั่งรากอยู่ในประวัติศาสตร์ความคิดของชาวฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน แนวคิดที่มองว่า มนุษย์ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาดจากโลกธรรมชาติ การพัฒนาและการใช้ทรัพยากรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประสิทธิภาพ หากยังเป็นคำถามทางจริยธรรมว่า เราควรอยู่ร่วมกับโลกใบนี้อย่างไร?

แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกระแส Climate Change หากถูกถกเถียงมาแล้วตั้งแต่กว่าหนึ่งศตวรรษก่อน และมีนักภูมิศาสตร์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เคยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกไว้ได้อย่างน่าสนใจที่สุด

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’

ชายผู้เชื่อว่า ‘มนุษย์คือธรรมชาติ’ กับวันที่ยุโรปกำลังร้อนเกินกว่าจะอยู่แบบเดิม

ขอย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ‘ฌัก เอลิเซ่ เรคลูส์’ (Jacques Élisée Reclus) นักภูมิศาสตร์ นักเขียน และนักอนาธิปไตยชาวฝรั่งเศส ได้ใช้เวลากว่าสองทษวรรษเขียนงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วยุโรป นั่นคือหนังสือ ‘ภูมิศาสตร์สากล’ (La Nouvelle Géographie universelle) ผลงานขนาดมหึมาจำนวน 19 เล่มที่รวบรวมภูมิประเทศ ผู้คน และอารยธรรมจากทั่วโลก จนสมาคมภูมิศาสตร์ปารีส (Société de Géographie) มอบเหรียญทองให้เขาเมื่อปี 1892 

เรคลูส์เกิดเมื่อปี 1830 และเติบโตมาในยุคที่ยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รถไฟกำลังเชื่อมหลายเมืองเข้าหากัน โรงงานผุดขึ้นทั่วทวีป และผู้คนเชื่อว่า ‘ความเจริญ’ คือการที่มนุษย์เอาชนะธรรมชาติได้ด้วยวิทยาศาสตร์

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’ สำหรับนักวิชาการหลายคน เพียงเท่านี้ก็นับเป็นผลงานสูงสุดของชีวิตแล้ว แต่สำหรับเรคลูส์กลับรู้สึกว่างานชิ้นเอกของเขายังไม่ใช่คำตอบ ยิ่งเขาศึกษาโลกมากเท่าไร เขายิ่งรู้สึกว่าการอธิบายภูเขา แม่น้ำ หรือเส้นแบ่งพรมแดน ยังไม่พอที่จะอธิบาย ‘มนุษย์’

ในบั้นปลายชีวิต เขาจึงได้เริ่มต้นเขียนใหม่อีกครั้ง เรคลูส์ได้สังเคราะห์ความคิดของเขาเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา การเมือง มานุษยวิทยา และสาขาอื่น ๆ อีกมากมาย ออกมาเป็นหนังสือที่มีความยาวถึงสามพันห้าร้อยหน้า ที่มีชื่อว่า L'Homme et la Terre หรือ ‘มนุษย์และโลก’ 

คราวนี้เขาไม่ศึกษามนุษย์ผ่านแผนที่ แต่ผ่านประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติ เพราะเขาเชื่อว่าเราไม่อาจเข้าใจมนุษย์ได้ หากแยกมนุษย์ออกจากโลกที่เขาอาศัยอยู่ 

“เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า มนุษย์คือธรรมชาติที่กำลังตระหนักรู้ถึงตัวเอง?”

(Ne peut-on dire également que l'Homme est la Nature prenant conscience d'elle-même ?)

ความเชื่อนี้ปรากฏชัดตั้งแต่บทแรกในหนังสือ และประโยคนี้ได้กลายเป็นแนวคิดที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในงานของเขา

เรคลูส์ไม่ได้ชวนให้มนุษย์กลับไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม หรือปฏิเสธความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สิ่งที่เขาพยายามชวนคิดคือ มนุษย์ไม่เคยยืนอยู่นอกวงโคจรของธรรมชาติเลย เมืองที่เราสร้าง ถนนที่เราตัด โรงงานที่เราก่อ พลังงานที่เราใช้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกทั้งสิ้น

กว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา คำถามของเรคลูส์ที่ว่ามนุษย์คือธรรมชาติที่กำลังตระหนักรู้ถึงตัวเองหรือไม่ อาจกำลังถูกตีความใหม่ ผ่านภาษาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นั่นคือ ภาษาของคลื่นความร้อน และฤดูกาลที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

สิ่งที่มนุษย์ปล่อยออกไปสู่โลก กำลังวนกลับมาสู่ร่างกายมนุษย์เองอย่างปฏิเสธไม่ได้ หลายคนมองว่าคลื่นความร้อนคือปัญหาที่ต้องแก้ด้วยเทคโนโลยี แอร์ที่มากขึ้น อาคารที่ทนความร้อนมากขึ้น เมืองที่เย็นลง ทั้งหมดนั้นล้วนจำเป็น และคำถามนี้ไม่ได้ชวนให้ปฏิเสธเครื่องปรับอากาศ เพราะสำหรับหลายพื้นที่ แอร์ได้กลายเป็นเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยไปแล้ว 

คำตอบของเรคลูส์นั้น อาจไม่ได้อยู่แค่ในตัวเลขอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่อยู่ในภาพ ที่เราสามารถเห็นได้ตามท้องถนนในตอนนี้

ผู้คนที่กระโดดลงคลองทั้งที่ยังไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้า คนที่ยอมยืนต่อแถวเพียงเพื่อได้รับไอเย็นเพียงไม่กี่วินาที หรือ คนที่ซื้อตั๋วหนังโดยไม่สนใจว่าเรื่องอะไรกำลังฉาย เพียงเพื่อได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการนั่นคือ ‘ความเย็น’ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากแต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อธรรมชาติโดยสัญชาตญาณ

นี่เองคือสิ่งที่เรคลูส์พยายามชี้ตั้งแต่ต้น มนุษย์ไม่เคยยืนอยู่นอกธรรมชาติ และวันนี้เราเห็นความจริงข้อนั้นได้ง่ายกว่าที่เขาเคยเห็นมันเสียอีก

แม้เรคลูส์จะเสียชีวิตไปกว่าศตวรรษแล้ว แต่คำถามของเขายังสะท้อนอยู่ในแนวทางการพัฒนาของฝรั่งเศสและยุโรปหลายด้าน อย่างการที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสยังใช้แนวคิดเรื่อง ‘Living in harmony with nature’ หรือ ‘การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล’ เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการตระหนักว่า มนุษย์ไม่อาจแยกตัวเองออกจากระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้

หากมนุษย์คือธรรมชาติที่กำลังตระหนักรู้ถึงตัวเองอย่างที่เรคลูส์ว่าไว้จริง บางทีสิ่งที่ต้องตระหนักรู้ตอนนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่าโลกกำลังร้อนขึ้น แต่คือการยอมรับว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความร้อนนั้น และคำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าเราจะหาความเย็นจากที่ไหนได้อีกในฤดูร้อนหน้า แต่คือเราจะใช้ชีวิตอย่างไร โดยไม่ทำให้ต้องมีฤดูร้อนหน้าที่ร้อนกว่านี้

เมื่อ Heatwave ไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติ แต่คือบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘โลก’

เรื่อง: พลอย โอฬารนุเคราะห์ (The People Junior)

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

BBC News ไทย. (2025, July 2). คลื่นความร้อนยุโรป: ยุโรปเผชิญอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ หลายประเทศได้รับผลกระทบ. https://www.bbc.com/thai/articles/c0ry47weev4o

El Universal. (2025, July 1). Ola de calor pone en alerta roja a París; cierran escuelas en Europa por altas temperaturas. https://www.eluniversal.com.mx/mundo/ola-de-calor-pone-en-alerta-roja-a-paris-cierran-escuelas-en-europa-por-altas-temperaturas/?utm

World Meteorological Organization. (2025, July 2). Record-breaking heat spreads through Europe. https://wmo.int/media/news/record-breaking-heat-spreads-through-europe

French Biodiversity Agency. (n.d.). Living in harmony with nature. https://biodiversite.gouv.fr/en/living-harmony-nature

Les Numériques. (2025, July 4). Climatiseur mobile, split, monobloc : quel système choisir pour rafraîchir sa maison ? https://www.lesnumeriques.com/climatiseur/climatiseur-mobile-split-monobloc-quel-systeme-choisir-pour-rafraichir-sa-maison-n258933.html

The Potential. (n.d.). Joie de vivre. https://thepotential.org/life/joie-de-vivre/

AETF. (2024, July 23). ทำไมฝรั่งเศสไม่มีแอร์?. https://aetf-online.com/en/blog/2024/07/23/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5-%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

1890s.ca. (n.d.). Élisée Reclus. https://1890s.ca/eliseereclus_bio/

Reclus, É. (1905). L'Homme et la Terre (Vol. 1). https://gallica.bnf.fr/ark:/12148/bpt6k61514h/f18.item.r=L'Homme%20et%20la%20Terre%20%C3%89lis%C3%A9e%20Reclus

Social History Portal. (2019, March 15). Élisée Reclus (1830–1905): Geographer, anarchist and environmental thinker. https://socialhistoryportal.org/news/articles/110039