Hi-Rock: เสียงสูงเสียดฟ้าและการเดินทางของ ‘คนพันธุ์ร็อก’ ที่ไม่มีวันโรยรา

Hi-Rock: เสียงสูงเสียดฟ้าและการเดินทางของ ‘คนพันธุ์ร็อก’ ที่ไม่มีวันโรยรา

เรื่องราวของสี่หนุ่มผมยาวจากผับกลางคืน ที่นั่งรถเมล์ไปหาคนแปลกหน้าชื่อ ‘เสือ’ แล้วกลายเป็นตำนานร็อกไทย

KEY

POINTS

ปี 2532 ที่ลาน สวป. มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีวงดนตรีวงหนึ่งขึ้นเวทีในฐานะแบ็กอัพให้ ‘ปฐมพร ปฐมพร’ ต่อหน้าคนดูหลักหมื่น และเป็นครั้งแรกที่ ‘เป้’ ได้ปล่อยพลังเสียงร้องเพลง So Lonely จนสร้างความตะลึงให้คนดูทั้งคอนเสิร์ต (รับชมได้ที่นี่โดยมีเบสและร้องนำเป็นคนคนเดียวกัน คือ เป้-สุรัช ทับวัง, กีตาร์โดย ตุ้ย-อนุรักษ์ ยิ่งนคร, คีย์บอร์ดโดย แม็กซ์-เสรี วิหคเหิร และกลองโดย เต้ย-กิตติศักดิ์ เจริญคงสมัย 

ค่ำคืนนั้นไม่มีใครรู้จักพวกเขาเป็นพิเศษ จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น

"พอเช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ลง เพราะว่าแบ็กอัพเล่นดีมาก ชื่อวงไฮ-ร็อก (Hi-Rock) อันนั้นคือจุดกำเนิดจุดแรกที่เราได้มีชื่อทางสื่อต่าง ๆ ที่ได้เห็นวงไฮ-ร็อก แต่เล่นในนามวงปิศาจ" แม็กซ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ OH YEAH INSPIRE ตอน MAX HI ROCK EP.1/3 "เซ็นสัญญากับอาร์เอส" เมื่อปี 2565

แม้ว่าชื่อจริงของพวกเขาจะถูกขอให้เก็บไว้เป็นความลับก่อน และ ให้ใช้ชื่อ ‘ปิศาจ’ สำหรับงานนั้น แต่หนังสือพิมพ์กลับพิมพ์ชื่อจริงออกมา และหลังจากนั้น เดอะ ร็อก ผับ (The Rock Pub) ก็ไม่เคยว่างเว้นอีกเลย

Hi-Rock: เสียงสูงเสียดฟ้าและการเดินทางของ ‘คนพันธุ์ร็อก’ ที่ไม่มีวันโรยรา

ก่อนจะมีเป้ ก็มีไฮ-ร็อกอยู่แล้ว

จุดเริ่มต้นของไฮ-ร็อก (Hi-Rock) เกิดจากการรวมตัวกันของสองคน คือ ตุ้ย มือกีตาร์ ผู้มาจากวงซาดิสม์ และเป็นผู้ก่อตั้ง และ แม็กซ์ มือคีย์บอร์ด ก่อนจะรวบรวมเพื่อนเข้ามาเติมเป็นวงเต็ม ชื่อ ไฮ-ร็อก ไม่ได้มาจากการนั่งคิดในห้องซ้อม แต่มาจากการเป็นวงประจำที่ The Rock Pub และเจ้าของร้านเป็นคนตั้งให้

โดยไฮ-ร็อกประกอบร่างจากนักดนตรีที่มีวงของตัวเองอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เต้ย มาจากวงแอ็คชั่น เข้ามาแทนมือกลองคนเก่าที่ลาออกไป จ้อน-ภูริช สุขารมณ์ มาจากวงเมาท์เท่น ซึ่งตอนอยู่วงนั้นเขาเป็นมือกีตาร์สายนีโอคลาสสิกฝีมือจัด

ในตอนนั้นยังไม่มี ‘เป้-สุรัช ทับวัง’

เขาเป็นเด็กจากสี่แยกแคราย จังหวัดนนทบุรี เกิดวันที่ 20 พฤศจิกายน 2511 ในครอบครัวไทยมุสลิมที่ค่อนข้างยากจน พ่อหาเงินโดยการถักแหหาปลาได้วันละร้อยกว่าบาท เสียงสูงที่กลายเป็นลายเซ็นของเขาในเวลาต่อมา ไม่ได้เกิดจากห้องเรียนขับร้องหรือโรงเรียนสอนดนตรี แต่เกิดจากศาสนาและความยากไร้

"ผมเป็นมุสลิมเป็นคนนำสวด สมัยก่อนเวลาทำบุญ เวลามีคนเสียต้องใช้เสียงสูง ๆ ตั้งแต่เด็กแล้ว มันก็เลยเป็นความเคยชินกับการใช้เสียงแบบนี้มาตลอด… มันยังไม่มีเครื่องเสียง เราอยู่บ้านนอก ตามหมู่บ้าน ต้องใช้เสียงให้คนข้างหลังได้ยินหมด ก็เลยทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราเจอพลังเสียงของเราแล้ว แล้วผู้ใหญ่ก็จะเรียกว่า ไอ้เสียงหนู" เป้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ Ep.51 เป้ Hi-Rock "เบื้องหลังการทำงานเพลงวง Hi-Rock" 

ก่อนมาถึงร็อกผับ เป้เล่นโฟล์กซองวันละสามที่ ขับรถผ่านร้านนั้นบ่อยจนเกิดคำถามว่าทำไมที่นี่ถึงมีแต่นักดนตรีเก่ง ๆ "มีความรู้สึกว่าอยากมาเล่นที่นี่จังเลย แต่ฝีมือเราคงไม่ถึงขนาดนั้น มันเป็นความฝันตอนนั้น" เป้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ Exclusive Interview "เปิดใจ เป้ Hirock ย้อนความหลัง Hi-Rock" ในปี 2564

ตอนนั้นเขาเล่นอยู่กับวงชื่อ ตั๊กแตน แล้ววันหนึ่งก็มีคนบอกว่าไฮ-ร็อกกำลังหามือเบส เขาไปเล่นให้ดู แน่นอนว่าถูกอ้าแขนต้อนรับเข้าทันที การบ้านแรกคือให้ไปแกะเพลงที่เขาไม่เคยเล่นมาก่อนเลย อย่าง Carrie และ The Final Countdown ของ Europe

เล่นไปได้สามสี่เดือน นักร้องนำก็ลาออก

เปลี่ยนมาเล่นดนตรีบรรเลงแทน แน่นอนว่าเจ้าของร้านไม่แฮปปี้ พวกพวกเขาออกตระเวนหานักร้องถึงรามคำแหง เห็นใครผมยาวหน้าตาดีก็ชวนมาออดิชัน จนวันหนึ่งตุ้ยหันมาบอกเป้ตรง ๆ ว่าที่มาออดิชันทั้งหมดไม่มีใครสู้เป้ได้สักคน

"จริง ๆ แล้วผมอยากเล่นเบสอย่างเดียว ไม่อยากเป็นนักร้องนะ ผมก็เลยร้องขัดตาทัพไปก่อน มีหลายเพลงที่เราใช้การเล่นบรรเลงเพราะไม่มีนักร้องนำ แต่ต่อมากลายเป็นว่าต้องแกะเพลงฝรั่งเพลงอื่น ๆ เพิ่มเรื่อย ๆ ผมก็กลายเป็นนักร้องนำไปโดยปริยาย" 

นักร้องนำที่ไม่เคยอยากเป็นนักร้องนำ คือจุดที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน คนดูชื่นชอบเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ เแถมยังเล่นแต่เพลงยุคใหม่ และทุกครั้งเป้ก็เลือกแต่เพลงที่ต้องใช้เสียงสูง ทำให้ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ร้านจะมีคนมารอจนล้นอยู่เสมอ

"พวกเราได้รับอิทธิพลจากวงเฮฟวี่เมทัลสัญชาติญี่ปุ่น ชื่อว่า Loudness เป็นส่วนใหญ่ โดยตอนเล่นประจำที่ร็อกผับเราเล่นเพลงพวกเขาบ่อย และเป้ร้องเสียงสูงมาก เล่นเบสไปด้วยร้องนำไปด้วย" จากคำบอกเล่าของตุ้ย อ้างอิงจากเพจเฟซบุ๊ก สาระพันธุ์ร็อก เผยแพร่เมื่อปี 2568

หลังคืนที่รามคำแหง ค่ายเพลงเริ่มติดต่อเข้ามาหาพวกเขาราว 5 ค่าย โดยข้อเสนอแรกจากคีตา (Kita Records) ติดต่อมาผ่าน ‘นก - ฉัตรชัย ดุริยประณีต’ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของวง โดยตัวนกสนิทกับวงมากจนถึงขั้นแต่งเพลงเตรียมไว้ให้วงร้องตั้งแต่แรก ซึ่งเพลงนั้นคือ "ตัวสำรอง" ต่อมาก็ได้รับข้อเสนอจากค่าย SP ศุภมิตร (ค่ายเพลงในเครือช่อง 3 ในยุคนั้น) พวกเขาได้รับการชักชวนจากโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ‘อุกฤษณ์ พลางกูร’ ให้ไปทำหน้าที่เล่นแบ็กอัปให้กับดาราดังยุคนั้นคือ ‘นก - จริยา แอนโฟเน่’ ที่กำลังจะออกอัลบั้ม และยังถูกเรียกไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการทีวียุคนั้นอีกด้วย

แต่ทุกค่ายมีเงื่อนไขข้อเดียวกัน 10 ปีหมดสัญญา แน่นอนว่าระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ทำให้วงลังเลอยู่ไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจคือโครงสร้างการตัดสินใจของวงนั้น แม็กซ์บอกอย่างตรงไปตรงมาว่าตุ้ยเป็นหัวหน้าวง แต่แบ่งกันเป็นกะคงจะดีกว่า

"ตุ้ยเขาบอกว่า แม็กซ์ กูเป็นภาคกลางวันดีกว่าว่ะ มึงเป็นภาคกลางคืน... เพราะกลางคืนกูเมาแล้วกูดูแลวงไม่ได้ มึงก็เป็นคนตัดสินใจแทนกูไปเลย" 

ถึงจะมีคนรุมขายขนมจีบวงมากขนาดไหน แต่แล้ววันหนึ่งโลคชะตาก็นำพาชายผมยาวหัวฟู ใส่กางเกงยีนส์เข่าขาด นั่งอยู่หน้าร้าน รอเป้และวงเดินลงมาหลังเล่นเสร็จ เหงื่อยังเต็มตัว เขาบอกว่าเขาชอบวงนี้มาก และอยากให้ไปออกเทปที่อาร์เอส เขายื่นนามบัตรให้ แล้วบอกว่าเขาชื่อ เสือ

ไม่มีใครในวงรู้จักเขา

"ผมถามตุ้ยว่า เสือไหนวะ ไม่รู้จักเลยว่ะ เขาบอกว่าเขาอยู่ค่ายอาร์เอสจะเชื่อเขาดีหรือเปล่าเนี่ย ก็รับนามบัตรไว้" 

ชายคนนั้นคือ เสือ-ธนพล อินทฤทธิ์ ซึ่งในเวลานั้นยังไม่มีผลงานของตัวเอง และทำงานอยู่ในแผนกทำป้าย-ทาสีของบริษัท ก่อนที่ทั้งวงจะตัดสินใจนั่งรถเมล์แต่เช้า เดินทางไปยังตึกอาร์เอสให้รู้แล้วรู้รอด

"เราสี่คนไม่เคยตื่นเช้ากันเลย ตามประสาคนเฮฟวี่แบบเถื่อน ๆ ของพวกเรา แล้ววันนั้นเรานัดกันสิบโมง ขึ้นรถเมล์ไปที่โคลิเซียม สิ่งที่มีก็คือนามบัตรของ เสือ - ธนพล อินทฤทธิ์ แค่นั้นเอง"

และเมื่อมาถึงหน้าตึกอาร์เอส หลังจาก รปภ. ได้ยินชื่อ ‘เสือ’ ก็เล่นเอางงอยู่ไม่น้อย ต้องเดินไปถามจนได้ความว่าเป็นคนแผนกป้าย เสือเดินออกมาล้างมือ แล้วพาทั้งวงขึ้นไปข้างบน ที่ซึ่ง เฮียฮ้อ - สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ รออยู่ พอเห็นสี่คนเดินเข้ามาก็ตบโต๊ะทันที แล้วบอกว่าคอนเซ็ปต์ต่อจากนี้จะกลายเป็นแผนที่ของวงไปตลอดสี่อัลบั้ม และจะดึงเอาคนที่แอบฟังเพลงเฮฟวี่อยู่ตามซอกมุมออกมาให้ได้ ด้วยเฮฟวี่ไทยที่หวานได้ เพราะได้ และเข้าตลาดได้

"เราก็ยังเด็กอยู่ ก็ฟังก็ดีเหมือนกันนะ แต่ก็เฉย ๆ เพราะเป็นคนเล่นเพลงดิบเถื่อน เล่นแบล็ก ซับบาธ ซินเดอเรลลา พวกนี้ ก็ไม่ค่อยสนใจเพลงไทยนักหนา" แม็กซ์ บอก

"เสียงของเป้นี่สุด ๆ แล้ว ตอนผมไปเจอที่ร็อกผับนั้นเป้เล่นเบสและร้องนำไปด้วย ส่วนคนอื่น ๆ ก็ครบเครื่อง แต่งตัวก็จัดเต็ม เต้ยมือกลองเขาทรงดีฝีมือดีมากเหมือนฝรั่งเลย และคอนเซ็ปต์ที่ทำวง Hi-Rock ก็อยากจะทำอะไรใหม่ ๆ เพราะค่ายอาร์เอสตอนนั้นเน้นเป็น Pop เลยอยากจะทำวงแนวเฮฟวี่แบบ Poison หรือ Mötley Crüe ดูบ้าง พอผมนำเสนอเฮียฮ้อก็โอเค" — เสือ ธนพล อินทฤทธิ์, ผู้ชักชวนไฮ-ร็อกเข้าสังกัด จากรายการ "คุยกันก่อนนอน" 7 พฤษภาคม 2563

คำพูดนี้เผยรอยต่อที่สำคัญที่สุดของวงนี้ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่วงฟังอยู่คือ Loudness กับ Black Sabbath ส่วนสิ่งที่ค่ายเห็นในตัวพวกเขาคือ Poison กับ Mötley Crüe วงหนึ่งคือเฮฟวีเมทัลญี่ปุ่นที่แข็ง อีกวงคือแกลมเมทัลอเมริกันที่ขายภาพลักษณ์และท่อนฮุกติดหู ผมยาว เสื้อหนัง และเมโลดี้ที่หวานพอจะขึ้นชาร์ตได้ ทั้งหมดที่คนไทยจำ ‘ไฮ-ร็อก’ ได้ในเวลาต่อมา จึงเกิดจากตรงกลางระหว่างสองภาพนี้พอดี

คืนนั้นหลังเล่นรอบแรกจบ ทั้งสี่คนนั่งคุยกันว่าจะไปค่ายไหนดี แล้วพากันขึ้นไปหา ‘พี่ทิวา’ (ทิวา สาระจูฑะ) ที่ชั้นสี่ของร้าน และพี่ทิวาผู้ใหญ่ที่พวกเขาไว้ใจคนนี้ก็ให้คำตอบว่าอาร์เอสน่าสนใจที่สุด เพราะกำลังโต และเวลาเพียงแค่สองสัปดาห์ทางเลขาจากค่ายก็โทรมา…

สัญญาสี่ฉบับที่ไม่มีใครอ่านออก

พวกเขาขึ้นไปบนตึก เจอ เฮียจั๊ว - เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ ในห้องมีสัญญาวางไว้สี่ฉบับ หนาทุกฉบับ "เขาบอกว่าจะอ่านก่อนหรือเปล่า พวกเราก็บอกว่าอ่านก็ได้ แต่ว่าเราอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเป็นภาษากฎหมายทั้งหมดเลย เราก็หันมองหน้ากันทั้งเป้ ทั้งตุ้ย ทั้งเต้ย มันมาแล้วนี่หว่า เซ็นก็ต้องเซ็นวะ" แม็กซ์เล่าความหลัง 

"วันนั้นเราไม่ได้มีอาชีพอะไร เราเล่นดนตรีได้ 130 บาท แล้วเล่นสองรอบ เราจะทำอะไร แต่อยู่อาร์เอสเรามีเงินใช้ อย่างน้อยข้อได้เปรียบคือเราได้มีเงินให้ครอบครัว ให้คนใกล้ตัวเรา" เป้ ให้สัมภาษณ์ในเบื้องหลังการทำงานเพลงวง Hi Rock ผ่านทางช่อง GuitarThai เมื่อปี 2565

"หลังเซ็นสัญญาไม่ได้บอกใครเลย คนรอบข้าง เพื่อนก็ไม่บอก เพราะเหมือนกับว่าเรายังไม่รู้ข้างหน้าเราจะเป็นยังไง" แม็กซ์เล่า

พวกเขากลับไปเล่นที่ร็อกผับตามปกติทุกวันอีกราวเดือนหนึ่ง จนพี่เจ้าของร้านรู้เรื่องเอง แล้วเรียกทั้งสี่คนไปคุย คำตอบของเจ้าของร้านคือ สิ้นเดือนนี้มารับเงินเดือนแล้วค่อยไป

"คือเขาเสียดายอ่ะ เสียดายที่ผมไม่น่าเซ็นสัญญาเลย น่าจะรอเขาสักหน่อย แต่ผมกลับไม่บอกเขา" คืนสุดท้ายที่ร็อกผับ ร้านแน่นจนล้น ตุ้ยถึงขนาดถอดเสื้อขึ้นไปยืนบนโต๊ะแขก 

“ใจหายแว้บ ไม่ใช่เพราะจะตกงานนะ แต่ใจหายเพราะว่าแต่ละคืนที่เรามายืนที่นี่ มีแฟนคลับของเราชอบเรามาก วันพรุ่งนี้เราจะต้องนอนอยู่บ้าน ดูทีวีเหมือนคนอื่นทั่วไป แล้วก็ไม่ได้มายืนที่ตรงนี้แล้ว" 

 

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น

หลัง "คนพันธุ์ร็อก" ดังระเบิด ทัวร์ทั่วประเทศ วงตัดสินใจเว้นคิวสุดท้ายของการปิดอัลบั้มไว้ แล้วขออนุญาตบริษัทกลับไปเล่นที่ร็อกผับอีกครั้ง โดยไม่รับค่าตัวแม้แต่บาทเดียวให้พี่เจ้าของร้านเก็บค่าบัตรไว้ทั้งหมด

วันซ้อมวันนั้น แม็กซ์ตั้งคีย์บอร์ดเสร็จ เดินออกไปข้ามถนนหน้าร้าน แล้วโดนรถสีขาวที่จู่ ๆ ก็พุ่งตรงมาชนเข้าที่ขาขวา ผลคือขาหักทันที!

สามทุ่มคืนนั้น เขากลับมาที่ร็อกผับ ทั้งที่เฝือกยังร้อนอยู่ มีคนอุ้มเขาจากหน้าประตูร้านเข้าไปวางไว้ที่คีย์บอร์ด แล้วเขาก็เล่นเปียโนอินโทรเพลง "กระจกร้าว"

"สิ่งที่ผมรู้สึกดีที่สุดคือ เมื่อผมลงมาแล้ว ผมไปกราบเท้าพี่ตุ๋มว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมได้ดีที่สุดแล้ว หวังว่าพี่คงไม่โกรธผมที่ผมไปเซ็นสัญญากับอาร์เอส… บางคนในชีวิตเกิดหลายครั้งกว่าจะได้เกิด อันนี้ผมบอกให้ฟังเลยว่าผมเกิดแค่ทีเดียวแล้วเกิดเลย คือที่ร็อกผับ แล้วก็มาอาร์เอสเลย" แม็กซ์ย้อนความในรายการ OH YEAH INSPIRE EP.1/3

เกือบแปดเดือนที่หัวหิน กับนักร้องที่ร้องภาษาไทยไม่เป็น

ก่อนอัลบั้มแรกจะออก มีช่องว่าง 6-8 เดือนที่คนภายนอกไม่เคยเห็น เฮียฮ้อสั่งให้งดเล่นประจำ เพราะกลัวสุขภาพจะไม่ไหว อยากให้กินอิ่มนอนหลับเสียมากกว่า แล้วก็เลยส่งไปเก็บตัวซ้อมที่หัวหิน มีคนไปสอนพูด สอนท่าเดิน ผู้จัดการลงไปเช็กพัฒนาการเป็นระยะ 

และในช่วงนี้เองที่หน้าตาของวงเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตลอดเวลาที่ร็อกผับ เป้เล่นเบสไปพร้อมกับร้องนำ แต่พอเซ็นสัญญาแล้ว ทั้งเฮียฮ้อ เสือ และทีมโปรดิวเซอร์ตัดสินใจว่าคนคนนี้ควรทำหน้าที่เดียว

"ทางเฮียฮ้อ พี่เสือ และโปรดิวเซอร์อยากให้ผมร้องนำอย่างเดียว เลยต้องหามือเบสมาแทน และได้จ้อน (ภูริช สุขารมณ์)​ เข้ามา" เป้บอก

แต่เดิมนั้น จ้อนเป็นมือกีตาร์นีโอคลาสสิกฝีมือระดับหัวแถวจากวงเมาท์เท่น แต่เขากลับยอมวางกีตาร์ลงมาเล่นเบสให้วงนี้ วงหนึ่งจึงได้นักร้องเต็มตัวหนึ่งคน ด้วยการเสียมือกีตาร์ที่เก่งคนหนึ่งไปครึ่งตัว ส่วนคนที่คุมเสียงทั้งอัลบั้มคือ จิ-จิรพรรณ อังศวานนท์ แห่งทีมบัตเตอร์ฟลาย หรือ ‘พี่จิ’ ที่ทั้งเป้และแม็กซ์เอ่ยถึงตลอดในบทสัมภาษณ์ทุกชิ้น

"วันที่เขาเทสต์ วันแรกไม่ผ่านเลย ผมร้องไม่ได้ เพราะตอนนั้นเล่นอยู่ที่ร็อกผับ ร้องแต่เพลงฝรั่ง พอมาเจอเพลงไทย มันมีสระ มีวรรณยุกต์ ต้องเว้นระยะประมาณสามเดือนให้ผมไปเรียนร้องเพลง" 

"กระจกร้าว" ต้องใช้เวลาอัดสามวัน ในขณะที่เพลงทั่วไปในยุคนั้นใช้ชั่วโมงสองชั่วโมง เพราะไม่มีเทคโนโลยีแก้เสียง ต้องเจาะร้องทีละท่อน

"ผมร้องไห้ในห้องอัดเลย บอกพี่ว่าผมไม่ไหวแล้ว เปลี่ยนนักร้องเถอะ แล้วเขาบอกว่า ไม่มีใครนะมึงที่เข้ามาได้ขนาดนี้ มึงโชคดีมาก พอเขาพูดอย่างนี้ผมก็สู้เว้ย … เขามีเพลงกระจกร้าวไว้แล้ว แล้วว่าใครจะมาถ่ายทอดเป็นกระจกร้าวให้มันได้ ก็คือวงไฮ-ร็อกนี่แหละ ที่เขาไปเจอที่ร็อกผับ" 

อัลบั้ม "คนพันธุ์ร็อก" ออกในปี 2533 และเปลี่ยนวงการเพลงร็อกไทยทันที มิวสิกวิดีโอเพลง "กระจกร้าว" ได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 5 สาขามิวสิกวิดีโอดีเด่น แต่คนที่ไม่ยอมฟังมันเลย คือคนร้อง

"ผมเปิดวิทยุฟังที่บ้านพ่อ แล้วผมเดินหนี ทำไมเสียงกูเป็นอย่างนี้วะ ทำไมไม่เหมือนชาวบ้าน ไม่เหมือนนูโว เสียงไม่หล่อ อายตัวเองมาก เสียงแปร๊ดขนาดนั้น ผมไม่ฟังเลยนะ มันทุเรศไง … แล้วผมก็นั่งรถเมล์ไปอาร์เอส มีความรู้สึกว่า เฮ้ย! คนมันจำเราได้ ผมตื่นเต้นมาก ผมต้องวิ่งลงจากรถเมล์มาหลบอยู่ข้างตึก เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้" 

หลังจากนั้นเขาไปหาหมอ เพราะนึกว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ หมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร มันคืออาการตื่นเต้นล้วน ๆ หลังจากนั้นเขาไม่กล้าขึ้นรถเมล์อีกเลย

ส่วน บัญญัติผ่าแปด (2534) คือครั้งแรกที่วงได้เข้าไปมีส่วนร่วมจริง เป้ทำเดโมด้วยกีตาร์ส่งเข้าไป แล้วนั่งลุ้นว่าเฮียจะเอาไหม พอผ่านหนึ่งเพลง "มันทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย เราทำได้นี่หว่า ชุดต่อไปผมน่าจะทำอีก" 

ชุดนี้ยังเป็นชุดที่ทำมิวสิกวิดีโอสามมิติ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเป็นวงแรกในไทย มีการแจกแว่นตามรายการทีวี ทั้งหมดเพราะโจทย์เดียว ต้องต่างจากวงอื่น

เจ็บกว่านี้มีอีกไหม (2536) คือชุดที่เป้ยกให้เป็นจุดสูงสุด แม้สายตาคนภายนอกจะจำชุดแรกมากกว่า "ผมว่าชุดสามมันขายดี แล้วก็คอนเสิร์ตเยอะจริง ๆ ชุดสามมีเพลงฮิตเกือบทั้งชุด ผมชอบ ผมยอมรับ ผมชอบชุดสามอยู่ลึก ๆ" 

ชุดนี้เขาเปลี่ยนจาก Butterfly มาโปรดิวซ์ร่วมกับเสือ เพราะอาร์เอสเปิดตึกใหม่ที่ลาดพร้าวและมีห้องอัดของตัวเองแล้ว คอนเซ็ปต์คือลดคีย์ลงให้คนฟังร้องตามได้ และเปลี่ยนเนื้อเพลงจากปรัชญามาเป็นคำตรง ๆ ที่โดนใจวัยรุ่น

ที่น่าสนใจคือ เพลงที่ดังที่สุดของชุด กลับเป็นเพลงที่เขาไม่ชอบตอนแรก "ตอนที่เสือเขียนเพลงนี้มาครั้งแรก ผมไม่ชอบ ผมจะชอบทางไมเนอร์ พออยากกลับมาเป็นเมเจอร์ เฮ้ย มันแปลก … แต่บางทีเราส่องกระจก มันจะมีด้านที่เราไม่เห็นว่าตัวเองเป็นยังไง แต่เฮียเขารู้มุมมองนั้น" 

ในชุดเดียวกันนี้ มีเพลงหนึ่งที่เขาเล่าด้วยน้ำเสียงต่างจากทุกเพลง เพื่อนคนหนึ่งขอให้เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับแฟนเก่าที่เลิกกันไป เขาเขียนจนเสร็จ 3-4 วันต่อมา ตำรวจโทรมาที่บ้าน บอกว่าเพื่อนคนนั้นอยู่โรงพยาบาล ถูกแทง 33 แผลทะลุถึงหัวใจ 

"มันจะเป็นอย่างเนื้อเพลงจริง ๆ ตอนเข้าห้องอัด ผมร้องไปน้ำตาไหลไป คิดถึงเพื่อน" 

HIV (2539) คือชุดสุดท้ายของยุคนั้น ชื่ออัลบั้มมาจากการที่มันเป็นชุดที่สี่ (เลขโรมัน IV) แล้วทีมงานเห็นว่าคล้องจองพอดี ทั้งที่รู้ว่าสุ่มเสี่ยง เพราะยุคนั้นโรคนี้ยังไม่มียารักษา จากนั้นคนทำคอสตูมเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่จับสูทมาใส่ ทำดนตรีเบาลง ตามกระแสมากขึ้น และมีคนเขียนเนื้อเพลงคนใหม่เข้ามา ทำให้เป้ต้องนับหนึ่งฝึกร้องใหม่อีกครั้ง เพราะเนื้อที่มีไม่สามารถร้องแบบเดิมได้อีกแล้ว

จุดแตกหัก

"พอชุดสุดท้ายมา ต่างคนต่างมีความคิดของตัวเอง ทุกคนเริ่มมีแบบ กูอยากได้อย่างนี้ บางทีเขาก็ไม่เก็ตกับเพลงที่ผมทำ มันก็เลยมีปัญหา แต่ทางอาร์เอสเขาเอาเพลงที่เราทำ วงไม่พอใจ ผมบอกให้ไปคุยกับเฮียเลย ก็เลยทะเลาะกัน" เป้เล่าความหลัง

หลังจากนั้น ในปี 2541 เป้ออกอัลบั้มเดี่ยว "โฉบเดี่ยว" กับต้นสังกัดเดิม และคว้ารางวัลสีสันอะวอร์ดส์ ครั้งที่ 11 สาขาศิลปินชายร็อกยอดเยี่ยม ขณะที่สมาชิกที่เหลือตั้งวงใหม่ในชื่อ HIROCKSHIMA ในสังกัดนีโอ มิวสิก เน็ทเวิร์ค

เพลงเปิดอัลบั้มโฉบเดี่ยว "ทำไมไม่ทำให้ตาย" กลายเป็นเพลงคีย์สูงที่สุดในชีวิตเขา และเบื้องหลังกลับเป็นแรงกดดันอย่างหนัก "ผมทำอัลบั้มเสร็จหมดแล้วเก้าเพลง เฮียบอกว่าถ้าเพลงที่จะทำมาใหม่ไม่เวิร์ก ก็ไม่ต้องออก มันเป็นแรงกดดันมาก"

สุดท้ายเพลงมาถึงบ้านเขาในสามวัน คีย์ตอนแรกเป็นดีไมเนอร์ธรรมดา แล้วเขาขอดันขึ้น จากนั้นเพื่อนร่วมงานขอดันขึ้นอีกชั้นหนึ่ง จนกลายเป็นคีย์ที่ทุกวันนี้เขายังบอกว่าเล่นสดแล้วหน้ามืด หลังจากนั้นในปี 2545 เมื่อหมดสัญญากับอาร์เอส เขาออกอัลบั้ม Hi-Rock Program ในแบบที่ไม่มีใครมาบอกให้ทำอะไร และนี่คือการหวนคืนสู่อิสระที่แท้จริง

"อยากทำอะไรที่เราไม่ได้ทำตอนอยู่อาร์เอส เนื้อเพลงหยาบ ๆ นิดนึง อยากทำเพลงกวนตีน อยากเป็นตัวตนของเราบ้าง ถ้าคนรับได้ก็โอเค ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่รับ" 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ราวอายุ 45 ปี เสียงที่เคยเป็นอาวุธของเป้ก็หายไป โชคดีที่พอไปหาหมอทุกอย่างก็กลับมาปกติ และนั่นก็ทำให้เห็นแล้วว่า การเดินอยู่บนเส้นทางดนตรีเกือบทำให้เขาถูกพรากสิ่งที่รักไปตลอดกาล

"สมัยก่อนมันไม่มีเอียร์มอนิเตอร์ เราต้องแข่งกับดนตรี ตีกลองแบบสุดข้อ ผมว่าเสียงผมมันช้ำ แล้วมันก็ไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิมได้ ทัวร์ติดกันหลายวัน นอนไม่หลับต้องกินยา และปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคืองานกลางวัน ต้องตื่นเจ็ดโมงแล้วขึ้นร้องตอนเที่ยงทั้งที่เสียงยังแหบ

"ผมไม่ค่อยดูแลเสียงตัวเองด้วยครับ ผมไม่เคยกินน้ำอุ่น ผมกินน้ำเย็นมาตลอดตั้งแต่ชุดแรกเลย บางคนก็เหมือนใช้เสียงหลอก แต่ผมไม่เคยใช้เสียงหลอก ผมเสียงเต็ม ๆ จริง ๆ" ถึงอย่างนั้นเขาก็เคยยกหูโทรศัพท์หาเด็กคนหนึ่งที่ร้องเพลงเขาได้ดี เป็นนักร้องชาวลาว เพื่อบอกเขาตรง ๆ ว่าชอบมาก และยอมรับว่าเด็กคนนั้น "ร้องดีกว่าผมอีก"

ปี 2562 เขากลับมาอยู่ในสายตาคนหมู่มากอีกครั้งผ่านรายการ The Mask วรรณคดีไทย ในชุดหน้ากากไกรทอง โดยให้เหตุผลง่าย ๆ ว่าเขาเป็นคนนนทบุรีเหมือนตัวละคร ในเวลานั้นเขาทำงานเบื้องหลังในฐานะโปรดิวเซอร์ และทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับเพื่อนศิลปินสายร็อก ปีถัดมา วงกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง มือกีตาร์ มือเบส มือคีย์บอร์ด กลับมาอยู่บนเวทีเดียวกัน งานเข้ามาสม่ำเสมอ เดือนละ 4-5 งาน

แต่แล้วโควิด-19 ก็มาถึง 

ในบทสัมภาษณ์รายการ ถามสุดซอย Weekend ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 ทางช่องเนชั่นทีวี 22 เป้เล่าว่างานหายไปทั้งหมด เขามีรายได้ทางเดียวคือการเล่นคอนเสิร์ต ต่างจากสมาชิกคนอื่นที่มีธุรกิจส่วนตัวรองรับ ช่วงแรกเขาทำเสื้อและหน้ากากโลโก้วงขาย พอโควิดรอบสองมา เขาตัดสินใจเปิดไลฟ์ประมูลของสะสมทั้งบ้าน นาฬิกาเกือบร้อยเรือน กีตาร์ยี่สิบกว่าตัว ตั้งราคาต่ำกว่าที่ซื้อมามาก โดยบอกว่าถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้

สิ่งที่ทำให้เขาเลิกเสียดายของ คือข้อความจากคนที่ประมูลไปได้ ซึ่งบอกว่าเขาจะเก็บมันไว้เพราะรักวง และเขายังเล่าต่อไปอีกว่าด้วยความที่เป็นมุสลิม ละหมาดทุกวัน และในช่วงที่มืดที่สุดเขาก็อ้อนวอนขอทางออกทุกวันจนสุดท้ายก็ค้นพบแสงสว่าง และมองว่าการได้กลับมาสู้ในวันนั้นคือคำตอบที่ได้รับ

ก่อนที่เป้จะให้แง่คิดของการเป็นนักดนตรีที่อยู่มาทุกยุค ผ่านทางช่องยูทูป GuitarThai เมื่อปี 2565 ซึ่งคำตอบของเขาไม่เกี่ยวกับเทคนิคการร้องเลยแม้แต่น้อย

"คือความมีสัมมาคารวะครับ รุ่นเรา เจอรุ่นพี่ก็ยกมือไหว้ ต่อให้เขาเล่นแบบไหนก็แล้วแต่ ตอนเด็ก ๆ เรายังเล่นอะไรไม่เป็นเลย เราก็ต้องเทิดทูนพวกเขา (เช่น พี่แหลม มอริสัน, พี่กิตติ กีตาร์ปืน หรือพี่โอฬาร พรหมใจ) แล้วจิตใจก็สำคัญที่สุด เราต้องมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี มันถึงจะเข้ากับความรู้สึกคนดูได้ ไม่ใช่อยู่ข้างหน้าจับมือ อยู่ข้างหลังคนมาถ่ายรูปก็วิ่งหนี" 

หากมองย้อนกลับไป ไฮ-ร็อก ไม่เคยเป็นวงดนตรีที่มีไลน์อัปหยุดนิ่งอยู่กับที่ และผลัดเปลี่ยนผู้คนอยู่ตลอดเวลาบนเส้นทางสี่อัลบั้ม จากจุดเริ่มก่อตัวจากสองผู้ก่อตั้งอย่าง ตุ้ย (อนุรักษ์ ยิ่งนคร) มือกีตาร์ที่โยกย้ายมาจากวง 'ซาดิสม์' และ แม็กซ์ (เสรี วิหคเหิร) มือคีย์บอร์ดผู้วางรากฐานดนตรีในยุคแรก ก่อนจะเริ่มรวบรวมมวลสารชิ้นอื่น ๆ เข้ามา ทั้ง เต้ย (กิตติศักดิ์ เจริญคงสมัย) มือกลองจากวง 'แอ็คชั่น' และ จ้อน (ภูริช สุขารมณ์) มือกีตาร์สายสวีปปิ้งนีโอคลาสสิกฝีมือจัดจ้านจากวง 'เมาท์เท่น' ผู้จำต้องสละกีตาร์คู่ใจเพื่อมารับหน้าที่เบสให้วง เมื่อ เป้ (สุรัช ทับวัง) เด็กหนุ่มเสียงสูงข้ามขีดจำกัดจากวง 'ตั๊กแตน' วางเบสลงแล้วก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแฮนด์แมนกุมไมโครโฟนเต็มตัว

ไลน์อัปแรกในอัลบั้ม คนพันธุ์ร็อก จึงเกิดขึ้นจากเคมีที่แปลกประหลาดนี้ แต่เก้าอี้ดนตรีไม่เคยหยุดหมุน หลังจบอัลบั้มแรก เต้ย มือกลองทรงฝรั่งฝีมือดีผู้สร้างจังหวะในยุคก่อตั้ง ได้ตัดสินใจแยกทางไป (ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับในปี 2560) จากนั้งวงจึงดึง ปิงปอง (ดำรงสิทธิ ศรีนาค) มือกลองเพื่อนร่วมวงเมาท์เท่นของจ้อน เข้ามารับไม้ต่อในอัลบั้ม บัญญัติผ่าแปด และอัดจังหวะต่อเนื่องไปจนถึง เจ็บกว่านี้มีอีกไหม และ HIV (ก่อนที่ต่อมาปิงปองจะกลายเป็นมือกลองระดับตำนานของ เดอะ ซัน และ หิน เหล็ก ไฟ) ในขณะที่คีย์บอร์ดคู่บุญอย่าง แม็กซ์ เล่นให้วงจนถึงชุดที่สาม ก่อนจะส่งต่อตำแหน่งให้ ต้อม (วัชระ จันทรบุตร) เข้ามารับหน้าที่แทนในอัลบั้มชุดที่สี่

แม้สุดท้ายแล้ว กาลเวลาจะหมุนพาให้สมาชิกแต่ละคนแยกย้ายไปคนละทิศทาง ปิงปองกลายเป็นขุนพลกลองชุดใหญ่ของประเทศ, ตุ้ยไปทำผลงานใต้ดินในนาม 'Hi-did' รวมถึงตั้งวง 'HIROCKSHIMA' ร่วมกับสมาชิกที่เหลือ, ในขณะที่เป้ยังคงโลดเลียนบนเส้นทางสายนี้อย่างยาวนาน พร้อมฝากผลงานไว้หลายชุด ทั้งไฮ-ร็อก 4 ชุด, ร็อกอำพัน 2 ชุด และอัลบั้มเดี่ยวอีก 2 ชุด

และดูเหมือนว่า ภาพจำของสี่หนุ่มผมยาวกับเสียงสูงทะลุเพดานที่ไม่มีใครเลียนแบบได้แห่งไฮ-ร็อก ก็ได้ทำให้เห็นแล้วว่า พวกเขาคือตำนานร็อกไทยยุค 80s-90s ตัวจริง จากยุคสมัยของม้วนเทปคาสเซ็ท เสียงกรี๊ดหน้าเวที และแสงสีในผับกลางคืน เสียงของวงไฮ-ร็อก อาจไม่ได้มีความหมายเพียงเพราะใช้ช่องเสียงสูงที่สุด หรือแปลกที่สุด แต่กลายเป็นเสียงที่เป็นตัวแทนความทรงจำที่คนทั้งประเทศจดจำได้ทันทีที่ได้ยิน

วันนี้ เรื่องราวและท่วงทำนองดุดันเหล่านั้นยังคงไม่สูญหายไปไหน หากแต่ถูกสลักไว้เป็นตำนาน รอคอยให้ผู้คนกดฟังและส่งต่อความทรงจำ ผ่านเสียงเพลงบนโลกสตรีมมิ่งออนไลน์อยู่เสมอ

 

 

อ้างอิง

"เป้ Hi-Rock" คืนเวที เผยที่มาของพลังเสียงที่สร้างความฮือฮาใน "The Mask วรรณคดีไทย" 

[ Exclusive Interview ] เปิดใจ เป้ Hirock ย้อนความหลัง Hi-rock เส้นทางวง RockStar สู่ สามัญ !! 

Ep.51 เป้ Hi-Rock | เบื้องหลังการทำงานเพลงวง Hi Rock. 

OH YEAH INSPI : MAX HI ROCK EP.1/3 เซนต์สัญญากับ อาร์เอส และความในใจที่ไม่มีวันลืม กับ Rock Pub. 

“เป้ ไฮร็อค” รับมีเงินก็นำมาซื้อความสุขหมด ไม่รู้พรุ่งนี้จะตายหรือเปล่า ทุกข์ใจไม่มีเงิน อ้อนวอนพระเจ้า เจ้าหนี้ทวงหนี้ทุกวัน. 

ถามสุดซอย Weekend "เป้ ไฮร็อก" โดนพิษโควิด ติดหนี้! สุดท้ายขายของเก่ากิน l EP39 l 14 ก.พ. 64.