15 ก.ค. 2569 | 17:21 น.

KEY
POINTS
หากคุณเพิ่งเลื่อนผ่านท่าเต้น ‘เด้งอก’ สุดไวรัลที่กำลังสะเทือนโซเชียลมีเดีย หรือเคยได้ยินชื่อของบอยกรุ๊ปที่ไประเบิดเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดเริ่ดบนเวที Coachella ต้องลุกเป็นไฟ
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณจะได้ทำความรู้จัก ‘ATEEZ’
เพราะพวกเขาคือเจ้าของเพลง ‘BAD’ ที่ทำให้ผู้คนจากหลากหลายวงการทั่วโลกพร้อมใจร่วมชาเลนจ์เด้งอกกัน และมากกว่านั้น ATEEZ คือวงที่จะเข้ามาเป็นเฉดสีใหม่ ๆ ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของคนรุ่นใหม่ผ่านเสียงเพลงได้
ATEEZ ประกอบด้วยสมาชิก 8 คน คือ ฮงจุง (ลีดเดอร์), ซองฮวา, ยุนโฮ, ยอซัง, ซาน, มินกิ, อูยอง และจงโฮ ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘ราชาโจรสลัดแห่ง K-Pop’ ที่พร้อมจับมือกันฝ่าทุกคลื่นที่ผ่านเข้ามาไปด้วยกัน
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นโจรสลัดผู้ยึดครองพื้นที่บนแผนที่ K-Pop ระดับโกลบอลอย่างทุกวันนี้ พวกเขาผ่านพายุและกระแสลมที่พัดพาบททดสอบมากมายมาให้ แต่พวกเขาใช้ความรัก ความฝัน และแพสชันยืนหยัดจนสามารถประกาศสร้างแนวเพลงตัวเองและเป็นศิลปินที่แฟน ๆ ปักหมุดลงกลางใจได้สำเร็จ
ATEEZ คือ ศิลปินเบอร์แรกของ KQ Entertainment ค่ายเล็ก ๆ ที่ดูแลวง ‘Block B’ ศิลปินแนวฮิปฮอป จนได้รับฉายาเป็นหนึ่งในวงที่มีสีสันที่สุดของ K-pop เจเนอเรชันที่ 2.5
แล้ว Block B ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ ‘คิมฮงจุง’ สมาชิกคนแรกเลือกเขียนจดหมายและส่งมิกซ์เทปไปให้ KQ Entertainment พิจารณาในปี 2014 ถึงจะรู้ว่าค่ายไม่มีแผนสร้างบอยกรุ๊ปหรือปั้นศิลปิน K-pop วงใหม่ก็ตาม
"ในจดหมาย ผมแนะนำตัวว่าผมชื่อฮงจุง และผมแต่งเพลงอยู่ ผมอยากให้บริษัทช่วยลองฟังเพลงที่ผมส่งไปด้วย ถ้าสนใจ ก็ช่วยติดต่อกลับมาด้วยนะครับ ผมอยากร่วมงานกับบริษัทของคุณจริง ๆ และอยากทำเพลงไปด้วยกัน" คิมฮงจุนเคยให้สัมภาษณ์ไว้
คิม คยูอุก ซีอีโอของ KQ Entertainment เล่าให้ GQ ฟังว่า เขาประทับใจอารมณ์ของฮงจุงที่สื่อผ่านเพลงของเขา และคิดว่าเด็กคนนี้มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ในอนาคต
"ผมคิดว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งสามารถเขียนผลงานที่มีคุณภาพได้ขนาดนี้ ในอายุเท่านี้ เขาก็น่าจะมศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก"
แล้วแผนการปั้น ATEEZ ก็เริ่มต้นขึ้นจากจดหมายของฮงจุง…
ฮงจุงใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่คนเดียวนาน 6 เดือน จนกระทั่ง ‘ยุนโฮ’ เด็กหนุ่มผู้พกความฝันของการเป็นศิลปินตั้งแต่เข้ามาออดิชันแล้วผ่านเข้ารอบมาเป็นเพื่อนร่วมฝึกกับเขา และ ‘มินกิ’ อดีตเด็กฝึกค่าย Maroo Entertainment เข้ามาเป็นเด็กฝึกคนที่สองและสามของค่าย
แต่เอาเข้าจริง ยุนโฮและมินกิรู้จักกันอยู่แล้ว ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่เรียนเต้นมาด้วยกัน สนิทกัน แล้วยังเข้าออมาออดิชันพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ยุนโฮพูดถึงชีวิตช่วงเป็นเด็กฝึกว่า มินกิเข้ามาทีหลัง 1-2 เดือน แต่การได้เจอมินกิและสมาชิกทุกคน ทำให้ช่วงเวลาที่เป็นเด็กฝึกไม่เคยเหงา สนุก และมีความสุข
“มินกิก็เข้ามาเป็นเด็กฝึกประมาณหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากผม ความผูกพันของเรามันพิเศษ เราดูแลโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย ผมยังจำช่วงชีวิตเด็กฝึกได้ทุกอย่าง ตอนนั้นพวกเราใช้ชีวิตกันอย่างสนุกมาก หลังซ้อมเสร็จก็ยังเล่นซ่อนแอบกันด้วย”
หลังจากนั้น ‘ซองฮวา’ เด็กหนุ่มที่เลือกมาออดิชั่นกับ KQ Entertainment เป็นครั้งสุดท้าย หลังถูกหลายค่ายปฏิเสธก็ได้รับคำเชิญให้เข้ามาเป็นเด็กฝึกจนสำเร็จ ต่อด้วย ‘ซาน’ ลูกชายครูสอนเทควันโดที่เต็มไปด้วยคาริสม่า ผู้ไม่ยอมแพ้ให้กับการร้องและเต้น รวมถึง ‘ยอซัง’ เด็กฝึกมากความสามารถจากค่าย Big Hit Entertainment (ต้นสังกัดของ BTS ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อ HYBE Label)
ตามด้วย ‘จองโฮ’ อดีตเด็กฝึกค่าย TOP Media ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเมนโวคอลของวง และสุดท้าย คือ ‘อูยอง’ อดีตเด็กฝึกค่าย Big Hit Entertainment เพื่อนของยอซังที่โดดเด่นด้าน การเต้น การแสดงออก และเสน่ห์อันแพรวพราวเมื่ออยู่บนเวที
แม้จะต่างที่มา และต่างเรื่องราว แต่พวกเขา คือจิ๊กซอว์ทั้ง 8 ชิ้นที่รวมกันเป็นหนึ่ง แล้วจับมือออกไปผจญภัยในโลก K-Pop ที่กว้างใหญ่นี้ด้วยกัน
KQ Entertainment ไม่ใช่ค่าย BIG 4 (SM Entertainment, YG Entertainment, JYP Entertainment HYBE Labels) ค่ายทรงอิทธิพลของวงการ K-Pop ดังนั้น เมื่อมีโอกาส พวกเขาจึงต้องรับคว้าไว้
ปี 2017 ค่าย YG Entertainment ‘หยาง ฮยอนซอก’ ผู้บริหารของค่ายเปิดตัวรายการ ‘MIXNINE’ รายการที่จะออกไปค้นหาเด็กฝึกที่มีศักยภาพจากบริษัทต่าง ๆ ทั่วเกาหลี เพื่อหาสมาชิก 9 คนสุดท้ายที่จะได้เดบิวต์กับค่าย YG
KQ Entertainment ก็ไม่รอช้า เพราะนี่เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้โลกใบนี้รู้จักค่ายและสัมผัสกับความสามารถหลากหลายด้านของเหล่าเด็กฝึก พวกเขาส่งฮงจุง มินกิ อูยอง และจองโฮไปเข้าร่วมรายการ แม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ก็เป็นเวทีแรกที่ทำให้เหล่าเด็กฝึกไปทดสอบความสามารถ แล้วกลับมาพัฒนาตัวเองไกลกว่าเดิม
ผ่านไปอีก 1 ปี ประมาณเดือนพฤษภาคม 2018 KQ Entertainment ก็เปิดตัวเหล่าเด็กฝึก 8 คนของค่ายสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ใช้ชื่อว่า ‘KQ Fellaz’ ผ่านการคลิปเต้นและการโชว์เพอร์ฟอแมนซ์เพลง ‘Pick It Up’ ของ Famous Dex ทำให้เห็นว่า พวกเขาเต้นได้แข็งแรง มีการแสดงสีหน้าที่ไม่เหมือนใคร และดูมีพลังทะลุจอเลยทีเดียว
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ค่ายก็เดินหน้าต่อด้วยการเปิดตัวซีรีส์รายการออนไลน์ที่ชื่อว่า ‘KQ Fellaz American Training’ บันทึกเรื่องราวของเด็กฝึก 9 คนของเหล่าเด็กฝึก KQ Fellaz (รวมถึงอีจุนยอง แต่ตอนหลังถอนตัวไป) ในลอสแอนเจลิสเป็นเวลาหนึ่งเดือน
นอกจากมาเก็บเกี่ยวทักษะการเต้นและร้องแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้รับคือประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในห้องซ้อมหรือตำเรียนเล่มไหน ๆ
เมื่อเทียบแล้ว ซองฮวาบอกว่า ที่เกาหลีชีวิตเด็กฝึกอาจเต็มไปด้วยกฏเกณฑ์และการรักษาภาพลักษณ์ แต่ที่สหรัฐอเมริกามันไม่มีกฏตายตัวและมีอิสระมากมาย รวมไปถึงวิธีคิดและแนวทำเพลงของพวกเขาด้วย
“วงการ K-pop เหมือนมีกฎบางอย่าง เช่น ‘ต้องทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะเท่’ แต่ในอเมริกา มันไม่มีคำตอบที่ตายตัว
“ระหว่างที่เราฝึกอยู่ที่สหรัฐฯ เราได้เรียนรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเพียงแบบเดียว เลยทำให้การเต้น ความคิดสร้างสรรค์ และแนวทางของดนตรีของพวกเราเปิดกว้างขึ้น”
ผลลัพธ์ของรายการ คือ ที่มาของเพลง ‘From’ เพลงแรกที่สมาชิกทั้ง 8 คนช่วยกันสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ ความฝัน และเป้าหมายของทุกคน
ฮงจุง โปรดิวเซอร์และหนึ่งในนักแต่งเพลงของเพลงนี้ ให้สัมภาษณ์กับ Paper Magazine เมื่อปี 2019 ว่า From เปรียบเสมือนเพลงที่เด็กหนุ่มทั้ง 8 คนเขียนถึงตัวเองในอนาคต จึงมีความหมายกับพวกเขามากกว่าเพลงอื่น ๆ
“เพลง ‘From’ เป็นเพลงที่มีความหมายกับสมาชิกทุกคน ไม่ใช่แค่กับผมคนเดียว เพลงนี้เขียนขึ้นในหลายสถานที่ หลายสภาพแวดล้อม ตลอดช่วงเวลาที่พวกเราเตรียมเดบิวต์
“เราเขียนเพลงนี้โดยนึกถึงแฟน ๆ ในอนาคตของเรา ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเราเองก็ไม่รู้เลยว่าจะได้พบพวกเขาเมื่อไหร่ สำหรับผม เพลงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวจริงของสมาชิกทุกคน และเป็นเหมือนจดหมายที่ตัวเราในอดีตที่ส่งมาถึงตัวเราในวันนี้”
เพราะเด็กหนุ่ม 8 คน เหนื่อยและต่อสู้กับขีดจำกัดตัวเองมามากแค่ไหน มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ แล้วเมื่อพวกเขามั่นใจ ค่ายมั่นใจ ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้แสดงตัวตนของพวกเขาที่เปล่งประกายจนโลกต้องจดจำ
เมื่อเหล่าเด็กฝึก ‘KQ Fellaz’ ผ่านบททดสอบมามากมาย ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้เดบิวต์แล้ว
24 ตุลาคม 2018 เด็กฝึก ‘KQ Fellaz’ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ATEEZ’ ซึ่งย่อมาจาก ‘A TEEnager Z’ หมายถึง ทีมที่จะถ่ายทอดเสน่ห์และสไตล์ชีวิตที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้ครบทุกแง่มุม ทั้งยังสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนได้
พวกเขาเดบิวต์อย่างเป็นทางการผ่านอัลบั้ม TREASURE EP.1 : All To Zero ด้วยเพลงเดบิวต์ทั้งหมด 2 เพลง คือ เพลง ‘Pirate Kings’ และ ‘TREASURE’
แม้จะไม่ได้มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมต้องเป็นโจรสลัดหรือทำไมช่วงแรกของ ‘ATEEZ’ ถึงพูดเรื่องการตามล่าหาสมบัติ แต่ฮงจุงบอกว่า คอนเซปต์นี้เหมาะกับวงแล้ว เพราะมันคือการทลายข้อจำกัดและทรงพลังที่ ATEEZ อยากแสดงให้ทุกคนได้เห็น
"คอนเซ็ปต์โจรสลัดเหมาะกับพวกเรามาก มันเป็นได้ทั้งความลึกลับ ทั้งความทรงพลัง เราสามารถเล่าเรื่องและถ่ายทอดอะไรได้มากมายผ่านธีมนี้ เพราะโจรสลัดมีได้หลายรูปแบบ"
แล้วบางครั้งการออกเดินทางตามหาสมบัติ ‘สมบัติ’ ที่ว่าก็อาจเป็นความฝัน เป้าหมาย หรือ คุณค่าของการเป็นศิลปินของ ATEEZ ก็ได้
แต่การเดบิวต์มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…
ในโลก K-Pop ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและมีนักร้องหน้าใหม่เกิดขึ้นอยู่ทุกเดือน ไม่มีอะไรมาการันตีความสำเร็จ ทุกคนต่างมีช่วงเวลาของตัวเอง สิ่งที่ศิลปินหน้าใหม่อย่าง ATEEZ ทำได้ตอนนั้น คือ ตั้งใจทำเพลงและทำการแสดงทุกโชว์ให้ดีที่สุด
รวมถึงข้อสำคัญที่ฮงจุงเคยให้สัมภาษณ์ คือ การเชื่อในตัวเองและเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก
"พอคิดถึงช่วงแรกที่เดบิวต์ ถึงจะเจอความไม่แน่นอน แต่เราเชื่อในฝีมือของตัวเอง มันอาจดูเป็นความมั่นใจส่วนตัว แต่พอขึ้นเวที เราต้องทำให้ดี เพราะไม่รู้เลยว่า สัปดาห์หน้าจะยังได้ขึ้นรายการเพลงไหมหรือเพลงของเราจะถูกตัดให้สั้นลงเพราะข้อจำกัดด้านเวลาหรือเปล่า"
หลังจากเดบิวต์ได้ 4 เดือน ATEEZ ก็ประกาศ World Tour ‘The Expedition Tour’ ขณะที่วงอื่นจะเริ่มจากการแสดงที่เกาหลีใต้เป็นที่แรก แต่ปี 2019 ATEEZ เลือกที่จะประเดิมคอนเสิร์ตแรกที่เมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยคอนเสิร์ตนี้ ATEEZ เลือกที่จะตีตลาดเมริกาและยุโรปแบบเต็มสูบ เพราะพวกเขาเดินทางแสดงในสหรัฐฯ 5 เมือง ยุโรป 10 ประเทศ และออสเตรเลียอีก 2 เมือง
แล้วสิ่งที่น่าใจ ก็คือ แม้จะเดบิวต์ได้ประมาณ 4-5 เดือน แต่บัตรขายหมดทุกการแสดงในอเมริกาเหนือและยุโรป ณ ตอนนั้น ถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากสำหรับบอยกรุ๊ปน้องใหม่จากค่ายขนาดเล็ก และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานแฟนทั่วโลก
หลังจากนั้นปี 2020 ก็ออกทัวร์อีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาเริ่มต้นที่โซล ประเทศเกาหลีใต้ใน The Fellowship: Map The Treasure แล้วบัตรก็ยังขายหมดเหมือนเช่นเคย
ฮงจุงเคยให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มทัวร์ว่า พวกเขาอยากทำให้แฟน ๆ เกาหลีเห็นว่า พวกเขาเก่งและเติบโตไปมากแค่ไหนแล้ว
“โซลคือจุดเริ่มต้นของเวิลด์ทัวร์ของพวกเรา ดังนั้นพวกเราอยากให้ ATINY ชาวเกาหลีได้เห็นว่า หลังจากออกทัวร์รอบโลกมา พวกเราเติบโตและพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน”
แต่นั่นก็เป็นบันไดขั้นแรก เพราะแนวเพลงที่แตกต่างจากเพลง K-Pop เดิม ๆ หรือการแสดงจุดแข็งด้านการแสดงก็ทำให้ ATEEZ ถูกจับตามองและมีแฟน ๆ ทั่วโลกรอคอยและเฝ้ามองการเติบโตของพวกเขาอยู่ไม่น้อย
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ATEEZ ก็ยังคงจับมือ จัดเวิลด์ทัวร์ และสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาตลอดให้ชาว ATINY (ชื่อแฟนคลับ ATEEZ) ใจฟู
แต่ปี 2022 ชื่อของ ATEEZ ไม่ใช่วง K-Pop นอกสายตาคนเกาหลีอีกต่อไป เมื่อ ‘Guerrilla’ เพลงไตเติ้ลจากมินิอัลบั้ม THE WORLD EP.1 : MOVEMENT คว้าถ้วยรางวัลเพลงของเกาหลีใต้ได้มากถึง 6 ครั้ง
รวมถึงปี 2023 ส่งเพลง ‘BOUNCY’ (K-HOT CHILLI PEPPERS) คว้าถ้วยรางวัลเพลงของเกาหลีใต้ได้มากถึง 5 รางวัล พร้อมกับทำให้ท่อนฮุค ‘Slow it down…’ พร้อมท่าเต้นสุดเซ็กซี่เป็นไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง
ต่อด้วยความสำเร็จสูงสุด คือ ‘Crazy Form’ เพลงแนวฮิปฮอปติดหู Title Track จากอัลบั้ม THE WORLD EP.FIN : WILL คว้า 4 ถ้วยรางวัลจากรายการเพลงเกาหลี และยังได้ตำแหน่ง Music Bank Triple Crown ครั้งแรกของ ATEEZ หมายถึงชนะ 3 สัปดาห์ติดในรายการเดียวกันได้สำเร็จ
มากกว่านั้น คือ การขึ้นไปยืนอยู่บนอันดับ 1 ของชาร์ต Billboard 200 ของอัลบั้ม THE WORLD EP.FIN : WILL เป็นครั้งแรกของ ATEEZ โดยอัลบั้มนี้ทำยอด 152,000 equivalent album units ในสหรัฐอเมริกา (หมายถึงยอดรวมเทียบเท่าการขายอัลบั้มจากยอดขายจริง การสตรีม และการซื้อเพลงดิจิทัล)
ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ปี 2024 ที่พวกเขาทำให้เพลง ‘Work’ คว้าถ้วยเพลง 2 รางวัล และไวรัลท่อนฮุคที่ยุนโฮร้องว่า “Gotta work (gotta work) Gotta make that money, make purse” ในรายการเพลงขโมยใจชาว K-Pop ไปได้ทันที
การได้รับการยอมรับจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ทำให้ ATEEZ มีโอกาสไปโปรโมท เพลง คอนเสิร์ต ที่อีกฝั่งของโลกอยู่บ่อย ๆ ฐานแฟนคลับที่มากขึ้น ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ ATEEZ เป็นบอยกรุ๊ปวงแรกจาก K-Pop ที่ได้ขึ้นเทศกาลดนตรีระดับโลกของ Coachella ในปี 2024
สมาชิกหลายคนบอกว่า Coachella คือจุดเปลี่ยน เพราะการแสดงงานดนตรีนี้ไม่ได้มีแค่แฟนคลับของพวกเขา แต่มีแฟนคลับของศิลปินคนอื่นที่เพิ่งอาจรู้จักพวกเขาเป็นครั้งแรก
พวกเขาเลยตั้งใจเตรียมตัวกันอย่างหนัก เชื่อใจในสมาชิกทุกคน เชื่อใจใน ATINY แฟนคลับที่ทำให้พวกเขาได้มายืนอยู่ตรงนี้ และเชื่อใจคนดูที่จะสนุกไปด้วยกัน
“ในอนาคต พวกเราอาจจะแสดงในที่ที่ใหญ่ขึ้น ผมอยากให้พวกเขาตั้งใจมาดูพวกเรา” ซานบอก
ส่วนฮงจุงบอกว่า แม้สัปดาห์แรกในเพลงแรก ๆ จะเต็มไปด้วยความประหม่า แต่พอได้ยินเสียงคนดูแล้ว เขาก็ค้นพบคำตอบว่า “ใช่แล้ว นั่นคือเหตุผลที่พวกเรามาที่นี่”
รวมถึงยังได้เป็นศิลปินกลุ่มแรกที่ได้จัดนิทรรศการพิเศษกับ Grammy Musuem ซึ่งเป็นงานนิทรรศการที่โชว์เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบฉากของ ATEEZ จากเพลง Crazy Form พร้อมกับ ‘Xikers’ รุ่นน้องจากค่ายเดียวกัน
ทั้งหมดนี้ คือ ผลลัพธ์ของการที่เด็กหนุ่มผู้พกความฝันทั้ง 8 คนยังคงทำสิ่งที่พวกเขารัก แล้ววันนี้ความรักของเขาก็ส่งตรงถึงนักฟังเพลงทั่วโลกได้เป็นที่เรียบร้อย
เรียกได้ว่า ATEEZ ค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องการโชว์ที่จัดเต็ม มีเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ฟังรอบเดียวก็ติดหู แล้วยังมีท่าเต้นที่กลายเป็นภาพจำของวงอยู่หลายเพลง
แล้วปี 2026 ATEEZ ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพวกเขาคัมแบคในรอบ 3 ปี ด้วยเพลง ‘BAD’ จากมินิอัลบั้ม GOLDEN HOUR : Part.5 ที่พวกเขาทำได้ดี ทั้งสถิติในชาร์ตเพลงและท่าเต้นสุดไวรัลที่กลายเป็นยอดนิยมใน TikTok
เริ่มจากชาร์ตเพลง เพลง ‘BAD’ ขึ้นอันดับ 1 บน realtime chart ของ Bugs หลังปล่อยเพลง ขึ้นอันดับ 1 ใน iTunes Top Songs ในหลายประเทศ รวมถึงสร้างสถิติยอดขายอัลบั้มสัปดาห์แรกสูงที่สุด มียอดขายรวมสูงถึง 1,885,712 ชุด ช่วงวันที่ 26 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2026 รวมถึงขึ้นอันดับ 1 บน Billboard 200 ได้เป็นครั้งที่ 3
ส่วนเรื่องท่าเต้น ก็เป็นไวรัลสุด ๆ กับท่าเด้งอก เขย่าทรวงของ ‘ซาน’ ในท่อนท้าย ๆ ของเพลงที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่จนทำสาว ๆ ใจละลาย ยังเป็นท่อนสุดไวรัลที่ทำให้ ‘Bad Challenge’ โด่งดังจนมีไอดอลและศิลปินเกาหลี นักเต้น หรือคนธรรมดานำไปเต้นกันหลายคน
ความโด่งดังของซาน ทำให้ทุกคนต่างอยากทำความรู้จักเขา และอยากรู้จัก ‘ATEEZ’ จนฮงจุงออกมาไลฟ์คุยกับแฟน ๆ ว่า ซานและสมาชิกทุกคนตั้งใจร้องและตั้งใจซ้อมเต้นมาก ๆ ปรากฏการณ์ของซานก็ทำให้เขาภูมิใจ แล้วก็ขอบคุณทุกความรักและแรงสนับสนุนที่ส่งมาให้พวกเขา
“ซานเตรียมตัวอย่างหนักสำหรับเพลงนี้ ผมเห็นความพยายามของเขามาตลอด การที่ผู้คนมากมายรับรู้ถึงความตั้งใจนั้น ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมากจริง ๆ ครับ”
“ถึงครั้งนี้ พวกเราจะไม่ได้โปรโมตมากเท่าไหร่ แต่พวกเราได้รับความรักและการสนับสนุนมาก ๆ และพาร์ตของซานก็ดังมาก ๆ สมาชิกทุกคนมีพลังใจขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นพวกเราจะเตรียมตัวให้ดียิ่งขึ้นสำหรับเวทีต่อ ๆ ไป และจะทำให้ดีที่สุดครับ”
และแม้จุดเริ่มต้นของกระแสครั้งนี้จะมาจากท่อนเต้นเพียงไม่กี่วินาทีของซาน แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นกลับเต็มไปด้วยความพยายามของสมาชิกทั้ง 8 คน รวมถึงพลังจาก ATINY ที่คอยสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับพวกเขามาตลอด
การเดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 ของการเป็นศิลปิน
แน่นอนว่ามีช่วงเวลาที่อยากยอมแพ้ สับสน และไม่รู้อนาคต แต่การที่ ATEEZ มายืนอยู่ตรงนี้ได้ ก็มาจากการไม่หยุดทำสิ่งที่พวกเขารัก ไม่ยอมแพ้ให้กับความฝัน ตลอดจนความรักของ ATINY ที่ส่งตรงถึงใจพวกเขาเป็นทั้งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นพลังให้กับสมาชิกทั้ง 8 คนเมื่ออยู่บนเวที
“แม้ว่าตารางงานจะยุ่งมาก แต่ผมคิดว่าเหตุผลที่พวกเรายังคงมีแรงบันดาลใจและเดินหน้าต่อได้ คือความรักและการสนับสนุนจาก ATINY” ซานบอก
ส่วนฮงจุงบอกว่า การที่ ATEEZ ได้มาเจอ ATINY มันเหมือนโชคชะตา แล้ว ATINY ก็เป็นคนสำคัญที่เติมเต็มให้ ATEEZ เป็น ATEEZ เช่นกัน
เพราะไม่ว่าจะเป็นการทำเพลง การแสดงบนเวที หรือการพัฒนาตัวเองในทุกด้าน ทั้งหมดฮงจุงบอกว่า เพื่อต้องการที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แฟน ๆ และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคู่ควรกับความรักที่ได้รับ
“สิ่งที่เติมเต็ม ATEEZ ได้มากที่สุดคือ ATINY พวกเราเลือก ATINY และ ATINY ก็เลือกพวกเรา มันให้ความรู้สึกเหมือนโชคชะตา”
ในวงการ K-Pop การต่อสัญญาเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากถึงจุดหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเอง แต่ในปี 2025 สมาชิกทั้ง 8 คนของ ATEEZ ต่อสัญญาครบทุกคนเป็นเวลาอีก 7 ปี คงเป็นภาพสะท้อนอย่างดีว่า พวกเขายังคงสนุกกับการทำเพลงและสนุกที่ได้อยู่ด้วยกันต่อ
“ตั้งแต่ที่พวกเราเริ่มทำงานด้วยกันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน พวกเราก็สนิทกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น รู้ว่าจะต้องคุยกันอย่างไร และเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันให้เป็นทีมที่ดี” ยอซังพูดถึงความเป็นทีมของ ATEEZ
ส่วนฮอจุงบอกว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่เพื่อน แต่เป็น ‘ครอบครัว’
“ตอนที่เราเดบิวต์ พวกเราเป็นแค่เพื่อนกัน แต่ตอนนี้พวกเราเหมือนครอบครัว พวกเราเป็นพี่น้องกัน”
แล้วในอนาคต เราก็เชื่อว่า ATEEZ จะยังคงเป็นศิลปินที่เข้ามาเติมสีสันจากแนวเพลงที่แตกต่างให้กับวงการเพลงในโลกนี้ เหมือนที่อูยองบอกว่า ATEEZ จะทำเพลงให้ทุกคนรู้ว่า นี่คือแนวเพลงของ ATEEZ
“พวกเราได้ลองทำเพลงมาหลากหลายแนว และบนโลกนี้ก็ยังมีแนวเพลงอีกมากมายที่พวกเราอยากค้นหา พวกเราหวังว่าสักวันหนึ่ง เมื่อผู้คนได้ฟังเพลงของพวกเรา พวกเขาจะสามารถพูดได้ว่า ‘โอ้ นี่คือ ATEEZ’ พวกเราอยากสร้างแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของ ATEEZ เอง”
การเดินทางของพวกเขายังไม่สิ้นสุด เพราะบนแผนที่ของ ATEEZ ยังมีพื้นที่อีกมากมายให้ค้นหา และบทใหม่ของพวกเขากำลังรอถูกเขียนขึ้นผ่านเสียงเพลงต่อไป
ภาพ: ATEEZ
อ้างอิง
【記事】ATEEZ、 アリーナツアーチケットオープン地域ごとに売り切れを記録「グローバル人気アイドルの地位」/ ATEEZ
[에이티즈 인터뷰] 진심으로 채운 7년, ‘꽉참’으로 말하는 그들만의 방식 / billboard KOREA
ATEEZ Scores Third Billboard No. 1 With 'GOLDEN HOUR : Part.5' / COMPLEX
ATEEZ Are Just Getting Started / CONSEQUENCE SOUND
에이티즈, 데뷔 100일도 안돼 북미투어 확정 '매진' / Edaily
ATEEZ、北米に続き計10都市のヨーロッパツアー開催…チケットが全席完売を記録 / Kstyle
From Lost Letter To Leader: The Unexpected Start Of ATEEZ Hongjoong’s Career / koreaboo
A day with ATEEZ, K-pop’s brightest new rookie group / DAZED
The Future Sounds Like Ateez / GQ
Ateez's Yunho talks up teamwork, cooks up tofu tiramisu / Korean JoongAng Daily
The Wait Is Over: ATEEZ Is Here / PAPER
Artist Highlight: ATEEZ / THE KRAZE
ATEEZ’s Guide to the Pirate Life / THE RINGER
ATEEZ Takes 4th Win And 1st Triple Crown For "Crazy Form" On "Music Bank" / soompi
ATEEZ Breaks Their 1st-Week Sales Record From 3 Years Ago With "GOLDEN HOUR : Part.5" / soompi
에이티즈 윤호 "우리 8명, 운명적으로 만나 에이티즈 된 것 신기해" [V라이브] / Daum
Hongjoong talked about Bad’s success and San going viral / X (@gorgeousanie_)